
คุณหมอนักลงทุนเน้นคุณค่าที่ชอบหุ้นเติบโตสูง
คงมีไม่กี่คนที่จะรู้สไตล์การลงทุนของตัวเองได้เร็วจนสามารถประสบความสำเร็จจากการลงทุนในตลาดหุ้นเพียง 4 ปี เหมือนอย่าง “นพ.พงศกร เอื้อชวาลวงศ์” ซึ่งมีการเตรียมความพร้อม ตั้งใจศึกษาอย่างจริงจังก่อนจะกระโจนเข้าสู่การลงทุน เมื่อปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมอยู่กับตลาดหุ้นแล้วก็พร้อมที่จะเรียนรู้ รับรู้ ปรับปรุง จนกลายเป็นสูตรการลงทุนเฉพาะตัวของตัวเอง
คงมีไม่กี่คนที่จะรู้สไตล์การลงทุนของตัวเองได้เร็วจนสามารถประสบความสำเร็จจากการลงทุนในตลาดหุ้นเพียง 4 ปี เหมือนอย่าง “นพ.พงศกร เอื้อชวาลวงศ์” ซึ่งมีการเตรียมความพร้อม ตั้งใจศึกษาอย่างจริงจังก่อนจะกระโจนเข้าสู่การลงทุน เมื่อปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมอยู่กับตลาดหุ้นแล้วก็พร้อมที่จะเรียนรู้ รับรู้ ปรับปรุง จนกลายเป็นสูตรการลงทุนเฉพาะตัวของตัวเอง
“หมอพงศกร” ย้อนเล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นที่สนใจลงทุนในตลาดหุ้นเริ่มจากการเห็นวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2551 ที่คิดว่าปกติของวงจรเศรษฐกิจเมื่อมีขาลงก็ต้องมีขาขึ้น ซึ่งตอนนั้นกำลังเรียนแพทย์เฉพาะทางที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มีเวลาได้มาฟังสัมมนาหรือหาหนังสืออ่านที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และศึกษาเรื่องการลงทุนในตลาดหุ้นอย่างจริงจังตลอดเวลา 6 เดือน ก่อนเข้าสู่สนามการลงทุนจริงต้นปี 2552 และเป็นไปตามหลักพื้นฐานของการลงทุนที่เลือกหุ้นกลุ่มขนาดใหญ่ (บลูชิป) โดยเลือกลงทุน 23 ตัว ด้วยเงินเริ่มต้นประมาณ 2 แสนบาท แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะอาจเป็นช่วงที่ดัชนียังมีความผันผวน แม้ดัชนีจะเคลื่อนไหวที่ระดับ 400 จุด แต่ภาพของปัญหาซับไพรม์ที่เกิดขึ้นยังไม่สะเด็ดน้ำดีก็ทำให้พอร์ตลงทุนติดลบไปถึง 30%
ผ่านไปประมาณ 2 เดือน เริ่มรู้สึกว่าต้องกลับมาตั้งหลักใหม่ พร้อมกับมีผู้ใหญ่แนะนำให้อ่านหนังสือของวอร์เรน บัฟเฟตต์ และ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ชื่อตีแตก ตั้งแต่นั้นก็ตอบโจทย์ให้กับตัวเองแล้วว่าน่าจะเหมาะกับการลงทุนแบบเน้นคุณค่า
คุณหมอก็เริ่มคัดเลือกหุ้นเพิ่มเติม โดยเลือกหุ้นที่มีอัตราราคาปิดต่อกำไร (พี/อี) ต่ำ เป็นผู้นำตลาด พยายามเลือกหุ้นที่รู้จัก หุ้นที่มีมูลค่าหุ้นทางบัญชีต่ำแต่สามารถจ่ายอัตราเงินปันผลดี และยังมีส่วนต่างของกำไรที่จะเพิ่มขึ้นได้เมื่อราคาปัจจุบันเทียบกับมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นในอนาคต
เมื่อคุณหมอค้นพบแนวการลงทุนและอาจเป็นเพราะช่วงเริ่มต้นที่ข่าวจากซับไพรม์ค่อยๆ ทรงตัว หุ้นไทยก็ค่อยๆ ดีขึ้นจนสนับสนุนให้ดัชนีเข้าสู่ 500 จุด จนในที่สุดทำให้เขาหลุดจากดอย จากทุนส่วนเก่า 2 แสนบาท ก็ได้ขยายพอร์ตเป็น 5 แสนบาท โดยเป็นเงินกำไรจากการลงทุนและเงินเก็บที่ได้จากการทำงานมาเติมพอร์ตตลอดเวลา แต่จะไม่ทยอยลงทุนแบบเฉลี่ย จะเก็บเงินเป็นก้อนเอาไว้ก่อน ทำการบ้านและค่อยๆ มองว่าหุ้นที่น่าลงทุนเอาไว้แล้วรอจังหวะในการเข้าซื้อเท่านั้น จนผลตอบแทนจากการลงทุนปีแรกสูงถึง 200%
ผ่านสนามการลงทุนไปสักพักเขาก็เริ่มค้นพบแนวทางการลงทุนเพิ่มเติมหลังมองว่าเมื่อเศรษฐกิจผ่านฟื้นตัวมาแล้ว พี/อี หุ้นหลายตัวก็ปรับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ราคาหุ้นแต่ละตัวไม่ค่อยเคลื่อนไหวไปไหนจึงเข้าอบรมการอ่านงบการเงินหรืองานสัมมนาเวทีต่างๆ และในที่สุดเจอแนวทางการลงทุนอื่นเพิ่ม ที่ยังคงเชื่อในหลักการลงทุนที่ยึดปัจจัยพื้นฐานเป็นเรื่องหลัก แต่มาให้ความสำคัญกับหุ้นที่มองว่าอนาคตมีโอกาสเติบโตสูง (Growth Stock) มากขึ้น หลังจากที่ได้ศึกษาตามแนวทางของปีเตอร์ ลินช์ และนรินทร์ โอฬารกิจอนันต์
“แนวทางนี้ผมต้องวิเคราะห์มูลค่ากิจการของแต่ละบริษัทเป็นหลักว่าจะมีการเติบโตในอนาคตเช่นไร เช่น การบริหารจัดการลดต้นทุน การเพิ่มมูลค่าสินค้า การรักษาหรือเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด แผนงานที่ผู้บริหารบอกแนวทางการเติบโตในอนาคตที่มีแผนการรองรับชัดเจน แนวทางการบริหารความเสี่ยง โดยสามารถถือหุ้นที่ยังต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ตราบใดเรามองเห็นแผนงานของบริษัทที่แน่นอน” คุณหมอเล่าให้ฟัง
ขณะเดียวกัน เขาจะถอนจากการลงทุนหุ้นนั้นก็ต่อเห็นว่าแนวทางการดำเนินงานของบริษัทเริ่มไม่เป็นไปตามแผนที่เคยพูดหรือกำหนดไว้เป็นหลัก เพราะไม่ได้ยึดหลักว่าเมื่อราคาหุ้นลงกี่เปอร์เซ็นต์ถึงต้องขายจุดขาดทุนไป
เกือบ 4 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ยที่มากกว่า 100% ต่อปี และพอร์ตการลงทุนก็เติบโตจนเข้าสู่ตัวเลข 8 หลัก หรือมากกว่า 10 ล้านบาท เมื่อรู้สไตล์การลงทุนเร็ว เขาก็อยากส่งต่อความรู้พร้อมกับจัดระบบความคิดของเขาเองไปด้วย จึงสร้างบล็อกให้ความรู้การลงทุนขึ้นมา แต่เพราะด้วยภารกิจงานหลักที่เป็นคุณหมอจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี หรือเรียกได้ว่าเป็นคุณหมอทางด้านนี้เพียงคนเดียวที่แถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และได้เปิดคลินิกทำให้ตอนนี้สามารถติดตามได้เพียงในเฟซบุ๊ก www.facebook.com/MineInvesting และการเข้าไปช่วยดูแลในเพจ www.facebook.com/Thailand Investment Forum เท่านั้น
ขณะเดียวกันก็เป็นวิทยากรแนะนำการลงทุนในเวทีต่างๆ ไปด้วย เช่น สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า และล่าสุดได้เป็นวิทยากรบนเวทีสัญจรใน จ.อุดรธานี ของศูนย์ส่งเสริมพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI) ของตลาดหลักทรัพย์ เมื่อต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
คุณหมอทิ้งท้ายว่า การเป็นคุณหมอด้านจิตวิทยาก็มีส่วนช่วยทำให้เป็นนักลงทุนที่ดีได้จาก 2 ส่วน คือ ด้านสมอง ที่ทำให้มีความคิดและรู้จักหลักการลงทุนที่จะทำอย่างไรให้ได้กำไรในระยะยาว ขณะที่ผลทางจิตใจคือทำให้สามารถควบคุมอารมณ์ไม่ให้บดบังความจริงที่อยู่ตรงหน้า หรือปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลได้เป็นอย่างดี ทำให้รู้จักอดทน มีวินัยในการรักษาการลงทุนในระยะยาวได้
แต่ทั้งหมดนี้ ผู้ลงทุนสามารถทำได้เช่นกันหากเข้าใจหลักในการลงทุน รู้จักตัวเองดี แต่อะไรไม่สำคัญเท่ากับต้องยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็นให้ได้ เพียงเท่านี้ก็ไม่ยากที่ใครจะเป็นนักลงทุนเน้นคุณค่าที่ชอบหุ้นเติบโตสูงๆ แบบคุณหมอวัย 32 ปี คนนี้ได้







