
WHAPFปันผล90ล.เพิ่มทุน4พันล้านต.ค.
กองทุนอสังหาฯ WHAPF ปันผลกว่า 90 ล้านบาท ก่อนลุยเพิ่มทุน มูลค่ากว่า 4,000 ล้าน เดือน ต.ค.นี้
กองทุนอสังหาฯ WHAPF ปันผลกว่า 90 ล้านบาท ก่อนลุยเพิ่มทุน มูลค่ากว่า 4,000 ล้าน เดือน ต.ค.นี้
นายประเสริฐ ขนบธรรมชัย รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย เปิดเผยว่า บลจ.กสิกรไทยเตรียมจ่ายเงินปันผลกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดับบลิวเอชเอ พรีเมียม แฟคทอรี่แอนด์แวร์เฮ้าส์ ฟันด์ (WHAPF) ครั้งที่ 10 สำหรับผลการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.31 ก.ค. 2556 ให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนที่มีรายชื่ออยู่ในสมุดทะเบียนวันที่ 20 ก.ย. 2556 ในอัตรา 0.1740 บาทต่อหน่วย โดยมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 30 ก.ย. 2556 มูลค่าการจ่ายเงินปันผลรวม 91.38 ล้านบาท
“ผลดำเนินงานของกองทุนอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ หากนับรวมการจ่ายเงินปันผลในครั้งนี้ ส่งผลให้ตั้งแต่จัดตั้งกองทุนในปี 2553 จ่ายเงินปันผลแล้ว 10 ครั้ง รวม 1.8872 บาทต่อหน่วย คิดเป็นอัตราการจ่ายปันผลตั้งแต่จัดตั้งกองทุนเฉลี่ยที่ประมาณ 7.20% ต่อปี มูลค่าเงินปันผลรวม 555 ล้านบาท” นายประเสริฐ กล่าว
อย่างไรก็ตาม กองทุนยังคงมีรายได้อย่างสม่ำเสมอจากค่าเช่าของอาคารคลังสินค้าและอาคารโรงงานรวม 9 โครงการ ประกอบด้วยโครงการคลังสินค้า 7 โครงการ ได้แก่ โครงการคลังสินค้า Kao 1 Kao 2 และ โครงการคลังสินค้า Kao 3 ตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี พร้อมด้วยอาคารคลังสินค้า DKSH หรือดีทแฮล์มเดิม จำนวน 4 โครงการ การ ได้แก่ โครงการคลังสินค้า DKSH ที่นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา โครงการคลังสินค้า DKSH Consumer โครงการคลังสินค้า DKSH 3M และโครงการคลังสินค้า Healthcare บริเวณ ถนนบางนาตราด กม.20 ใกล้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และยังมีโครงการโรงงานอีก 2 โครงการ คือโครงการโรงงาน Primus และโครงการโรงงาน Ducati ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จ.ระยอง ซึ่งทุกโครงการยังคงมีผู้เช่าเต็ม
นายประเสริฐ กล่าวว่า สำหรับการเตรียมเสนอขายหน่วยลงทุนเพิ่มทุนครั้งที่ 3 ของกองทุน WHAPF ซึ่งจะเสนอขายหน่วยลงทุนเพิ่มทุนอีก 4,180 ล้านบาท ประมาณปลายเดือน ต.ค.นี้ จะส่งผลให้กองทุนมีมูลค่าโครงการเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 9,400 ล้านบาท โดยนำเงินไปลงทุนเพิ่มในกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารคลังสินค้าอีกจำนวน 5 โครงการ ซึ่งมีผู้เช่าที่มีศักยภาพ
บลจ.กสิกรไทย เชื่อมั่นว่าคลังสินค้าในกลุ่มดังกล่าวจะได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของเศรษฐกิจ รวมทั้งการบริโภคในประเทศที่เพิ่มขึ้น และการเพิ่มทุนในครั้งนี้จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้กองทุนมีรายได้สม่ำเสมอจากสัญญาเช่าระยะยาว สามารถเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่น่าสนใจในระยะยาวให้แก่ผู้ลงทุนต่อไป







