
ตลาดหุ้นไทยระยะสั้นยังมีความเสี่ยง
กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้วสำหรับตลาดหุ้นไทยที่เกิดความผันผวนขึ้น ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็พิสูจน์ไปแล้วว่า ปัจจัยที่มีนัยสำคัญต่อการชี้ทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ก็คือ เรื่องของทิศทางการใช้นโยบาย QE ของสหรัฐ ซึ่งก็หมายถึงเรื่องของการส่งผลต่อปริมาณเงิน (อาจจะมีผลจริงๆ หรือมีผลต่อแรงคาดหวังของนักลงทุนก็ได้) และคงชัดเจนว่า แม้การประชุม FOMC ครั้งล่าสุดไม่มีการลดการอัดฉีดลง แต่ในการประชุมครั้งต่อๆ ไปต้องมีการลดและโครงการเหล่านี้น่าจะสิ้นสุดภายในปีหน้า สิ่งที่จะมีผลกระทบตามมาก็คือ แนวโน้มของดอกเบี้ยในระยะกลางยาวน่าจะมีแนวโน้มที่สูงขึ้น ซึ่งสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในผลตอบแทนของพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐ เพราะฉะนั้นในภาพใหญ่ของการลงทุนในตลาดหุ้นก็คือ ปัจจัยด้านอุปสงค์ของเงินไม่ได้ส่งผลบวกต่อการลงทุน การที่ยังไม่ยกเลิกการอัดฉีดน่าจะเป็นผลในระยะสั้นเท่านั้นและการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นไทย ก็มีการเคลื่อนไหวตามความคาดหวังดังกล่าวด้วย
กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้วสำหรับตลาดหุ้นไทยที่เกิดความผันผวนขึ้น ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็พิสูจน์ไปแล้วว่า ปัจจัยที่มีนัยสำคัญต่อการชี้ทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ก็คือ เรื่องของทิศทางการใช้นโยบาย QE ของสหรัฐ ซึ่งก็หมายถึงเรื่องของการส่งผลต่อปริมาณเงิน (อาจจะมีผลจริงๆ หรือมีผลต่อแรงคาดหวังของนักลงทุนก็ได้) และคงชัดเจนว่า แม้การประชุม FOMC ครั้งล่าสุดไม่มีการลดการอัดฉีดลง แต่ในการประชุมครั้งต่อๆ ไปต้องมีการลดและโครงการเหล่านี้น่าจะสิ้นสุดภายในปีหน้า สิ่งที่จะมีผลกระทบตามมาก็คือ แนวโน้มของดอกเบี้ยในระยะกลางยาวน่าจะมีแนวโน้มที่สูงขึ้น ซึ่งสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในผลตอบแทนของพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐ เพราะฉะนั้นในภาพใหญ่ของการลงทุนในตลาดหุ้นก็คือ ปัจจัยด้านอุปสงค์ของเงินไม่ได้ส่งผลบวกต่อการลงทุน การที่ยังไม่ยกเลิกการอัดฉีดน่าจะเป็นผลในระยะสั้นเท่านั้นและการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นไทย ก็มีการเคลื่อนไหวตามความคาดหวังดังกล่าวด้วย
จากเหตุผลดังกล่าวการคาดการณ์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 4 ยังคงถูกปกคลุมด้วยปัจจัยภาพใหญ่ที่อุปสงค์เทียมที่เกิดขึ้นจาก QE จะหมดไป แม้การมีผลจริงๆ จะเกิดขึ้นในปีหน้า แต่คาดว่าในไตรมาส 4 การตอบรับปัจจัยดังกล่าวน่าจะเกิดขึ้นนั้นก็คือ ในมุมที่เป็นภาพใหญ่ แต่ก็น่าจะคาดได้ว่าในมุมมองกรณีจะประเมินในด้านบวกก็มีเช่นกัน เช่น ตัวเลขทางเศรษฐกิจของไทยน่าจะเริ่มฟื้นตัวขึ้น (ส่งออกน่าจะค่อยๆ ดีขึ้นเล็กน้อย) พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท น่าจะมีความชัดเจน และการกลับสู่ไตรมาส 4 จะเป็นฤดูกาลที่ดีในหลายเรื่อง เช่น การท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องมาประเมินก็คือ ให้น้ำหนักปัจจัยทางไหนมากกว่ากัน โดยในมุมมองผู้เขียนคิดว่า น้ำหนักเรื่องของการลดของอุปสงค์เทียมหรือ QE มีน้ำหนักมากกว่าเพราะสังเกตได้จากการผันผวนของตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมา มีผลเรื่องดังกล่าวเรื่องเดียวไม่เกี่ยวกับปัจจัยอื่นๆ
การกำหนดกลยุทธ์ในการลงทุนในช่วงต่อไป กรณีการคิดแบบอนุรักษนิยมอาจจะต้องมีการดูว่าปัจจัยที่กำลังจะเกิดขึ้น นักลงทุนจะเชื่อด้านไหน เพราะการตัดสินที่ราคาตลาดน่าจะได้ข้อยุติเร็วๆ นี้ อธิบายเพื่อให้เห็นภาพก็คือ กรณีเราตั้ง SET INDEX บริเวณ 1,400-1,450 เป็นกรอบกว้างๆ ในการเป็นจุดตัดสิน กรณี SET INDEX ยืนบริเวณดังกล่าวได้ก็ถือว่านักลงทุนในตลาดให้น้ำหนักปัจจัยบวกมากกว่า แต่กรณียืนไม่ได้แปลว่านักลงทุนมองตรงข้าม ซึ่งการคิดวิธีนี้ก็น่าจะปลอดภัยในเชิงแนวคิด แต่ผลตอบแทนอาจจะได้ไม่สูงนัก เพราะเราจะรู้ผลลัพธ์ เมื่อราคาตลาดตัดสินแล้ว GAP ในการทำกำไร แต่กรณีเราคิดคาดการณ์ต้องยอมรับว่า ปัจจัยเรื่องของการลดลงของอุปสงค์เทียม (QE) น่าจะมีผลมากที่สุด ไม่ว่าเรื่องดังกล่าวจะส่งผลต่อเม็ดเงินจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่เราเห็นก็คือปัจจัยดังกล่าวสามารถทำให้หุ้นมีการขึ้นหรือลงมากกว่า 100-200 จุด ในรอบที่ผ่านๆ มา เพราะฉะนั้นน้ำหนักที่ควรคาดการณ์ต้องมองว่าน้ำหนักในเชิงลบมีมากกว่ามุมมองที่จะนำเสนอก็คือ ควรเน้นการถือเงินสดไปเรื่อยๆ ตราบใดที่แรงคาดหวังของนักลงทุนในตลาดยังไม่เพิ่มขึ้น จนทำให้มีการขับเคลื่อน SET INDEX ให้มีการวิ่งเหนือ 1,4001,450 ต้องสันนิษฐานว่าการลดลงของอุปสงค์เทียม (QE) ที่กำลังจะเกิดขึ้นอาจจะทำให้ทิศทางของ SET INDEX ปรับตัวลดลงได้อีกรอบ และกรณีคาดการณ์ถูกต้องสิ่งที่จะได้กลับมาก็คือ ผลตอบแทนกรณีมีการเล่นขาลง หรือในกรณีการรอซื้อก็จะได้ต้นทุนที่ต่ำลง
บทสรุป จึงยังคาดว่าแม้ยังมีปัจจัยบวกที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่น้ำหนักในแง่ปัจจัยยังน้อยกว่าแนวโน้มของการลด QE ลง จึงยังประเมินว่าตลาดหุ้นในระยะสั้นยังมีความเสี่ยง ยกเว้น การกลับไปยืน 1,4001,450 ได้อย่างมั่นคงเท่านั้น







