
นโยบายการเงินยืดหยุ่นรับมือเศรษฐกิจผันผวน
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้สะท้อนแนวคิดการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย ผ่านการปาฐกถาเรื่อง “ระบบเศรษฐกิจการเงินโลกและการปรับตัวของไทย” ในงาน AIT Charity Dinner Talk เมื่อค่ำคืนวันที่ 25 ก.ย.
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้สะท้อนแนวคิดการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย ผ่านการปาฐกถาเรื่อง “ระบบเศรษฐกิจการเงินโลกและการปรับตัวของไทย” ในงาน AIT Charity Dinner Talk เมื่อค่ำคืนวันที่ 25 ก.ย.
ผู้ว่าการ ธปท. ตั้งโจทย์ว่า ท่ามกลางตลาดการเงินโลกที่ผันผวนสูง เศรษฐกิจไทยจะเชื่อมโยงและเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจการเงินโลก เพื่อยกระดับรายได้และความกินดีอยู่ดีของประชาชนได้อย่างไร
“วิกฤตเศรษฐกิจการเงินที่ทำให้กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หรือกลุ่มจี 3 อัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเป็นจำนวนมาก เงินบางส่วนไหลเข้ามาลงทุนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวสูง แต่เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง เกิดการถอยกลับของนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเกินปกติ ทำให้ตลาดเงินที่อ่อนไหวแกว่งตัวมากขึ้น” ประสาร กล่าว
อย่างไรก็ตาม ผลประชุมของธนาคารกลางสหรัฐเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วไม่ได้เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ สะท้อนได้อย่างดีว่าประเทศอุตสาหกรรมหลักไม่ได้ให้น้ำหนักมากนักกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะมีกับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ นอกเหนือไปจากการดูแลการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของตัวเอง
ดังนั้น การดำเนินนโยบายที่ทางการไทยควรให้ความสำคัญ คือ การรักษาความยืดหยุ่นของนโยบายที่มีอยู่ โดยรักษาให้มี Policy Space ที่เพียงพอ คือในแง่ของนโยบายการเงิน ต้องมีความสามารถที่จะลดดอกเบี้ยได้อย่างเหมาะสมตามสภาวะเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการมีเครื่องมือและมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน และในแง่ของนโยบายการเงินการคลัง ต้องมีความสามารถในการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องรักษาการขาดดุลและระดับหนี้สาธารณะไม่ให้สูงจนเกินไป
ประสาร สะท้อนว่า การปรับตัวของเศรษฐกิจไทยยังคงเป็นความท้าทายในขณะนี้ เพราะการที่เศรษฐกิจเอเชียไม่เข้มแข็งเหมือนกับที่เคยคาดการณ์ไว้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ปัญหาขาดดุลการชำระเงินของอินเดียและอินโดนีเซีย การฟื้นตัวของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลักก็ยังมีความไม่แน่นอนและล่าช้ากว่าที่คิด ทำให้ภาพการส่งออกของไทยเปลี่ยนแปลงไปจากที่คาด และเมื่อรวมกับการใช้จ่ายภายในประเทศที่ชะลอลงหลังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐเริ่มทยอยหมดลง เศรษฐกิจของไทยไม่ได้สดใสเหมือนช่วงที่ผ่านมา
“ในระยะสั้น ไทยจำเป็นต้องดูแลปรับปรุงเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนการเติบโต ควบคู่ไปกับการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินของประเทศเพื่อสร้างความมั่นใจและรากฐานที่ดีให้กับเศรษฐกิจ และจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้ น่าจะทำให้เราต้องอยู่กับความผันผวนนี้ไปอีกระยะหนึ่ง” ประสาร แนะ
ประสาร ยังมองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้จะยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องแม้จะชะลอลงบ้าง แต่ไม่ได้เข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างที่หลายคนกังวล โดยในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจทางการเงินในระยะต่อไปจะพบว่าการขยายตัวของสินเชื่อลดความร้อนแรงลง ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนลงบ้าง ขณะที่สถาบันการเงินส่วนใหญ่เห็นว่าสินเชื่อจะยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง เป็นสัญญาณที่ดีว่าผู้ประกอบการและประชาชนจะยังมีสภาพคล่องหล่อเลี้ยงในยามที่เศรษฐกิจชะลอตัว
ประสาร กล่าวว่า วันนี้ภาคธุรกิจต้องเร่งลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ทั้งการลงทุนในเครื่องจักรและแรงงาน เพื่อความสามารถในการแข่งขัน สร้างความแข็งแกร่งต่อฐานะทางการเงิน และเรียนรู้ที่จะป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยปฏิรูปให้ประเทศก้าวพ้นจากกับดักของประเทศรายได้ปานกลาง
หัวใจสำคัญของการยกระดับเศรษฐกิจของไทย คือการปรับตัวไปสู่การเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรม โดยอาศัยการวางโครงสร้างเศรษฐกิจที่เหมาะสม
ประสาร ระบุว่า อีกไม่นานนี้โครงสร้างประชากรจะเปลี่ยนไป จำนวนประชากรที่จะเข้าสู่วัยแรงงานในอนาคตน้อยลง และประชากรวัยสูงอายุเพิ่มขึ้น ดังนั้น การคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ควบคู่กับนวัตกรรมในการปรับปรุงกระบวนการผลิตที่นำไปสู่การปลดล็อกข้อจำกัดหรือคอขวดด้านแรงงาน
2.ภาครัฐจำเป็นต้องให้ความสาคัญ
2 ส่วน คือ ส่วนแรกเป็นการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบันที่รัฐบาลมีโครงการลงทุนกว่า 2 ล้านล้าน โดยเปิดกว้างต่อการค้าและการลงทุน เพราะต้องยอมรัว่า ไทยยังคงมีจุดอ่อนในการบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าเพื่อป้องกันการผูกขาดและการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
และ3.ภาคการเงินจะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเนื่องจากภาคการเงินมีส่วนทำให้ความผันผวนในเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น จากการที่ภาคการเงินจะสะสมความไม่สมดุลของระบบเศรษฐกิจ จนสามารถนาไปสู่ปัญหาทางเศรษฐกิจในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดภาวะฟองสบู่ แต่ความเสี่ยงเหล่านี้สามารถป้องกันได้ หากผู้กาหนดนโยบายมีการกากับดูแลที่ดีและทันกาล







