
นักศศ.คาดเฟดทยอยลดคิวอีเดือนต.ค.
นักเศรษฐศาสตร์แวดวงการเงิน ประเมินเฟดจะทยอยลดคิวอี ต.ค. นี้ เตือนตลาดเงินตลาดทุนระวังความผันผวน
นักเศรษฐศาสตร์แวดวงการเงิน ประเมินเฟดจะทยอยลดคิวอี ต.ค. นี้ เตือนตลาดเงินตลาดทุนระวังความผันผวน
น.ส.อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวในงาน "Capital Market Research Forum ครั้งที่ 6/2556" หัวข้อ มุมมองการลงทุน ภายใต้ภาวะวิกฤตรอบบ้าน ว่า ต้องจับตาวันที่ 1 ตุลาคมนี้ หากสภาคองเกรสอนุมัติให้รัฐบาลสหรัฐกู้เงินเพิ่มเนื่องจากการขาดสภาพคล่อง รวมทั้งวันที่ 17 ตุลาคม ที่สภาคองเกรสจะพิจารณาขยายเพดานการก่อหนี้ ซึ่งหากได้รับการอนุมัติ มีความเป็นไปได้ที่ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะประกาศลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ลง ในเดือนตุลาคมนี้ทันที เพราะหากดูตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเฉพาะราคาบ้านที่ปรับตัวขึ้นมาถึง 20% สะท้อนว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น
ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย และอัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวนอย่างหนัก นักลงทุนและภาคเอกชนต้องระมัดระวังโดยเฉพาะการลงทุนระยะสั้น ควรมีการเลือกลงทุนมากขึ้น ขณะที่กระแสเงินไหลเข้าจะมีขนาดเล็กลง ไม่ใหญ่เหมือน 4 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เงินบาทจะแกว่งตัวทั้งทิศทางอ่อนและแข็งค่าขึ้นตามกระแสทุน
อย่างไรก็ตาม การลงทุนหลังจากนี้ นักลงทุนจะพิจารณาพื้นฐานเศรษฐกิจในประเทศเป้าหมายมากขึ้น ไม่ใช่เล่นเป็นรายภูมิภาคเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งสำหรับประเทศไทยเอง มีพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่งกว่าหลายประเทศ มีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 1.9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่าหนี้ที่มีอยู่ 1.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือ มีทุนสำรองถึง 48% ของจีดีพี จะทำให้นักลงทุนต่างชาติสนใจกลับมาลงทุนในไทย โดยเฉพาะหากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสามารถเดินหน้าได้ ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาค
ด้านนายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวแล้ว น่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง 4-5 ปี ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจอาเซียนและเศรษฐกิจไทยขยายตัวตามไปด้วย แต่จะไม่ร้อนแรงมากนัก โดยเศรษฐกิจไทยเฉลี่ยขยายตัวประมาณ 3 - 4.5% เนื่องจากรัฐบาลเริ่มมีข้อจำกัดในการใช้งบประมาณ หลังอัดฉีดไปมากในช่วงที่ผ่านมา
"การที่เศรษฐกิจไทยและอาเซียนเติบโตไม่มาก ทำให้นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นและพันธบัตรในอาเซียน และไหลกลับไปสหรัฐ ยุโรป และอเมริกา ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับขึ้น กดดันกำไรของบจ. จึงแนะนำให้นักลงทุนลงทุนในประเทศ 60% แบ่งเป็นลงทุนในหุ้น 40% ตราสารหนี้เอกชน 20% ที่เหลือลงทุนต่างประเทศ มองเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยจะอยู่ที่ 1,700 จุด ในปี 2558" นายวิน กล่าว
ขณะที่ นายเชาวลิต เอกบุตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ การเงินและการลงทุน เอสซีจี และกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจีการลงทุน บริษัทปูนซีเมนต์ไทย กล่าวว่า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมีความสำคัญ เพราะภูมิภาคอาเซียนมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานต่ำเกินไป ทำให้การเชื่อมโยงระหว่างประเทศยังต่ำกว่าศักยภาพ โดยบริษัทเตรียมหาฐานการผลิตเพิ่ม เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม เพราะต้นทุนทั้งด้านค่าแรงงานและต้นทุนพลังงานอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับทั้ง 2 ประเทศกำลังมีปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ดังนั้นจึงเห็นโอกาสที่จะเข้าซื้อกิจการในราคาที่ถูกลง







