
ตลาดร่วงหนักวานนี้แต่พื้นฐานของบริษัทยังปกติ
ตลาดหุ้นวานนี้ปรับฐานทันทีกว่า 3% หลังผ่าน 2 เหตุการณ์ใหญ่คือการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ และการผ่านร่าง พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาทไปเมื่อสัปดาห์ก่อน หากดูเมื่อวานเพียงวันเดียว ถือว่าปรับลงมากกว่าเพื่อนบ้าน แต่อย่าลืมว่าเพื่อนบ้านเขาปรับฐานไปก่อนเราตั้งแต่หลังการประชุมธนาคารกลางสหรัฐเสร็จสิ้น แต่หุ้นบ้านเรายังมีประเด็นการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาทให้ลุ้นกันอีกในช่วงปลายสัปดาห์ โดยรวมถือว่าตลาดหุ้นบ้านเราลงมากกว่าเพื่อนบ้านเล็กน้อย แต่พอตลาดลงแรงวานนี้ ข่าวลือต่างๆ ก็เริ่มแพร่สะพัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามโซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งระยะหลังเป็นสื่อที่ฮิตกันมาก วันนี้จึงอยากเตือนนักลงทุนให้ซื้อหรือขายหุ้นอย่างมีสติ อย่าตกเป็นเหยื่อของข่าวที่ไม่รู้ว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวที่จงใจสร้างขึ้นมาให้เราได้ยิน อย่าใช้อารมณ์ชั่ววูบกับเงินของท่าน อันที่จริงต้องบอกว่าตลาดที่ปรับขึ้นมาจาก 1,260 จุด ปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา จนถึงเกือบ 1,500 จุด เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา พื้นฐานเศรษฐกิจและพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง และที่ปรับลงกว่า 50 จุดวานนี้ พื้นฐานก็ไม่เปลี่ยนเช่นกัน
ตลาดหุ้นวานนี้ปรับฐานทันทีกว่า 3% หลังผ่าน 2 เหตุการณ์ใหญ่คือการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ และการผ่านร่าง พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาทไปเมื่อสัปดาห์ก่อน หากดูเมื่อวานเพียงวันเดียว ถือว่าปรับลงมากกว่าเพื่อนบ้าน แต่อย่าลืมว่าเพื่อนบ้านเขาปรับฐานไปก่อนเราตั้งแต่หลังการประชุมธนาคารกลางสหรัฐเสร็จสิ้น แต่หุ้นบ้านเรายังมีประเด็นการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาทให้ลุ้นกันอีกในช่วงปลายสัปดาห์ โดยรวมถือว่าตลาดหุ้นบ้านเราลงมากกว่าเพื่อนบ้านเล็กน้อย แต่พอตลาดลงแรงวานนี้ ข่าวลือต่างๆ ก็เริ่มแพร่สะพัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามโซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งระยะหลังเป็นสื่อที่ฮิตกันมาก วันนี้จึงอยากเตือนนักลงทุนให้ซื้อหรือขายหุ้นอย่างมีสติ อย่าตกเป็นเหยื่อของข่าวที่ไม่รู้ว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวที่จงใจสร้างขึ้นมาให้เราได้ยิน อย่าใช้อารมณ์ชั่ววูบกับเงินของท่าน อันที่จริงต้องบอกว่าตลาดที่ปรับขึ้นมาจาก 1,260 จุด ปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา จนถึงเกือบ 1,500 จุด เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา พื้นฐานเศรษฐกิจและพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง และที่ปรับลงกว่า 50 จุดวานนี้ พื้นฐานก็ไม่เปลี่ยนเช่นกัน
กรณีแย่สุด ภาครัฐจะดึงบางโครงการมาประมูลตามวิธีปกติได้
หุ้นกลุ่มรับเหมาเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ปรับลงแรงกว่าตลาดอย่างโดดเด่นเมื่อวานนี้หลังจากเก็งกำไรไปหลายสัปดาห์ก่อนหน้า แต่มุมมองของเราต่อกลุ่มนี้ยังคงเหมือนเดิม แม้ว่าร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรในวาระ 2 และ 3 ไปแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ด้วยคะแนนเสียง 287 ต่อ 105 ขั้นตอนต่อไปคือการพิจารณาของวุฒิสภา โดยมีกรอบการพิจารณา 30 วัน ซึ่งมีโอกาสผ่านเช่นกัน แต่หลังจากนั้นจะมีความเสี่ยงจากการถูกกลุ่มต่างๆ ที่ต่อต้านร่างกฎหมายเตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญและเป็นการจัดทำงบประมาณนอกกรอบงบประมาณปกติ แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ถึงแม้ร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ไม่ผ่านหรือชะลอไป ทางภาครัฐสามารถดึงเอาโครงการลงทุนต่างๆ ภายใต้ พ.ร.บ. เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทที่พร้อมแล้ว (ผ่าน EIA แล้ว) ออกมาประมูลก่อน โดยมาใช้งบประมาณตาม พ.ร.บ.บริหารหนี้สาธารณะ ซึ่งแต่ละปีจะมีวงเงินกู้ของรัฐหรือที่รัฐบาลค้ำประกันแต่ละปีประมาณ 4 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ โครงการที่พร้อมประมูลแล้วในปัจจุบัน ได้แก่ 1) โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว (หมอชิตสะพานใหม่คูคต) มูลค่าโครงการ 1.1 หมื่นล้านบาท 2) โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู มูลค่า 5 หมื่นล้านบาท และ 3) โครงการมอเตอร์เวย์ (บางปะอินสระบุรีนครราชสีมา) มูลค่า 6.89 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเห็นการเปิดประมูลอย่างเร็วสุดประมาณปลายปีนี้ ทั้งนี้ หากร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ผ่านความเห็นชอบทุกขั้นตอนและมีผลบังคับใช้ ก็สามารถโอนโครงการที่เปิดประมูลเหล่านี้กลับไปอยู่ใน พ.ร.บ.ได้ในภายหลัง
คาดว่าจะเห็นการใช้จ่ายลงทุนมากขึ้นในปี 2557
จากงบประมาณรายจ่ายในการลงทุนปี 2556 จำนวน 4.5 แสนล้านบาท ถึงวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา เบิกจ่ายไปได้เพียง 53% ของวงเงินรวม คาดว่าในช่วงไตรมาสสุดท้ายจะมีการเร่งรัดเบิกจ่ายให้มากขึ้น และสำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ซึ่งยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ หากผ่านการพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญและผ่านการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ภาครัฐตั้งเป้าเร่งให้มีการเบิกจ่ายไม่น้อยกว่า 82% ของงบประมาณ หากสามารถทำได้จริง แนวโน้มการลงทุนในโครงการภาครัฐในปีหน้าก็น่าจะมีมากขึ้นกว่าปีนี้ ซึ่งแทบไม่มีงานประมูลใหญ่ๆ ออกมาเลย
หุ้นเด่นที่ชอบ ได้แก่ STEC และ CK
แม้ว่าในปี 2556 การลงทุนจากภาครัฐจะล่าช้าไม่เป็นไปตามที่คาดไว้เดิม แต่บริษัทรับเหมาก่อสร้างที่เราศึกษาอยู่ก็ยังสามารถเซ็นสัญญารับงานใหม่กันเป็นจำนวนมาก และทำให้งานในมือ (Backlog) ในช่วง 8 เดือนแรกทำสถิติสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่แนวโน้มในปี 2557 งานประมูลน่าจะมีมากขึ้นกว่าปีก่อน ทำให้ภาพของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างยังสดใส แม้ว่าราคาหุ้นในระยะสั้น จะมี Sell on Fact แต่สำหรับระยะยาว เรายังคงน้ำหนักการลงทุน “มากกว่าตลาด” (Overweight) โดยหุ้นเด่นในกลุ่ม ได้แก่ STEC (ราคาพื้นฐานปีนี้ 27 บาท) รองลงมาเป็น CK (ราคาพื้นฐานปีนี้ 29 บาท) และ ITD (ราคาพื้นฐานปีนี้ 7.30 บาท)







