
ลีโอวูดเซ็งการเมืองกระทบผู้บริโภคไม่จับจ่าย
ลีโอวูดหวั่นการเมืองยิ่งยืดเยื้อ กระทบผู้บริโภคไม่อยากจับจ่าย ขณะที่ลูกค้าต่างชาติที่เชิญร่วมชม งานสถาปนิก' 53 ต่างปฏิเสธร่วมงาน
ลีโอวูดหวั่นการเมืองยิ่งยืดเยื้อ กระทบผู้บริโภคไม่อยากจับจ่าย ขณะที่ลูกค้าต่างชาติที่เชิญร่วมชม งานสถาปนิก' 53 ต่างปฏิเสธร่วมงาน
นายสมานชัย อธิพันธุ์อำไพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลีโอวูด อินเตอร์ เทรด ผู้ดำเนินธุรกิจพื้นไม้สำเร็จรูปและประตู เปิดเผยว่า หากสถานการณ์ทางการเมืองยังยืดเยื้อ เชื่อว่าอาจส่งผลกระทบโดยตรงเหมือนกับช่วงปีที่ผ่านมา เนื่องจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มปรับตัวลดลงและไม่อยากออกมาจับจ่ายใช้สอย
ผลที่เห็นชัดในขณะนี้ คือ ลูกค้าที่บริษัทได้เชิญเข้าร่วมงานสถาปนิก ’53 ซึ่งเป็นงานแสดงวัสดุก่อสร้าง และสถาปัตยกรรม ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 30 เม.ย.-5 พ.ค.53 ที่ ชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี ที่บริษัทได้เชิญลูกค้าต่างชาติเข้าร่วมงานจำนวน 10 ราย แต่ขณะนี้มีลูกค้าปฏิเสธการเข้าร่วมงานแล้วจำนวน 4-5 ราย เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัย ประกอบกับแต่ละประเทศมีการเตือนภัยนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมายังประเทศไทย
“หากเหตุการณ์ยืดเยื้อยาวนาน เราคงจะต้องปรับแผนการดำเนินธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะในเรื่องของงบที่เตรียมไว้สำหรับการทำตลาดที่เตรียมงบไว้ 40 ล้านบาท เพื่อเน้นเจาะตลาดผ่านร้านค้าปลีกในตลาดต่างจังหวัด ขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด” นายสมานชัยกล่าว
ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการเร่งยอดขายสินค้า พื้นไม้ลามิเนต ที่มีอยู่ในสะต๊อกอยู่กว่า 5 หมื่นตร.ม. บริษัทได้ออก แคมเปญ โกดัง เซล โดยได้ตั้งราคาขายไว้ที่ 249 บาทต่อตร.ม. (ไม่รวมค่าติดตั้ง) เพื่อมาแข่งขันกับพื้นไม้ลามิเนตจากประเทศจีน ที่เข้ามาจำนวนมากและขายในราคาใกล้เคียงกัน
ล่าสุดบริษัทได้ใช้งบ 20 ล้านบาท ในการพัฒนาสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาด หรือ เทควูด บาย ลีโอวูด ผลิตภัณฑ์ไม้ที่ใช้นวัตกรรมการผลิตจากประเทศฟินแลนด์ ที่เรียกว่า ฮีท ทรีทเมนต์ เทคโนโลยี ที่ ช่วยให้ไม้ยางที่ผลิต มีอายุการใช้งานยาวนาน มีคุณสมบัติทนทานสีเข้มเทียบเท่ากับไม้สัก แต่มีราคาถูกกว่า 50% นำมาเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าสถาปนิก และกลุ่มผู้ประกอบการเฟอร์นิเจอร์ทั่วประเทศ คาดว่าในปีแรกจะสร้างยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามหากตลาดให้การตอบรับที่ดีในไตรมาส 4 ของปีนี้ จะลงทุนเพิ่มอีก 100 ล้านบาท เพื่อรองรับกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยปีนี้บริษัทคาดว่าจะมีรายได้เติบโต ตามเป้าหมายที่วางไว้ 25% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 500 ล้านบาท







