
ธปท.การันตีไม่คุมเพดานส่วนต่างดอกเบี้ยกู้-ฝาก
ผลกำไรของระบบธนาคารพาณิชย์ที่สูงลิ่วก่อให้เกิดคำถามว่า ธนาคารกลางที่ทำหน้าที่ดูแลระบบการเงินจะมีนโยบายในการดูแลส่วนต่างดอกเบี้ยรับและดอกเบี้ยจ่ายที่ห่างกันค่อนข้างสูง จนลูกค้ารายเล็ก และรายใหญ่เกิดการเสียเปรียบได้เปรียบหรือไม่
ผลกำไรของระบบธนาคารพาณิชย์ที่สูงลิ่วก่อให้เกิดคำถามว่า ธนาคารกลางที่ทำหน้าที่ดูแลระบบการเงินจะมีนโยบายในการดูแลส่วนต่างดอกเบี้ยรับและดอกเบี้ยจ่ายที่ห่างกันค่อนข้างสูง จนลูกค้ารายเล็ก และรายใหญ่เกิดการเสียเปรียบได้เปรียบหรือไม่
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า กรณีที่ดอกเบี้ยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งเป็นสินเชื่อเพื่อการบริโภคกินอยู่หมดไป ต่ำกว่าสินเชื่อเอสเอ็มอีที่เป็นสินเชื่อเพื่อลงทุนต่อจะเป็นปัญหากับการเติบโตอย่างยั่งยืนหรือไม่นั้น เชื่อว่าไม่น่าเป็นประเด็นในการเข้าถึงสินเชื่อ เพราะปัจจุบันส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก (NIM) ของไทยยังอยู่ระดับกลางๆ ที่ 2.42.5% เมื่อเทียบในอาเซียน
ประสาร ยอมรับว่า ส่วนต่างดอกเบี้ยของไทยอาจจะสูงกว่าสิงคโปร์และมาเลเซียอยู่บ้าง แต่ต่ำกว่าฟิลิปปินส์กับอินโดนีเซีย ซึ่งการเปรียบก็ต้องดูพื้นฐาน ที่แตกต่างกันด้วย เพราะอินโดนีเซียสูงกว่าจากต้นทุนบริการเป็นเกาะและธุรกิจการเงินอิงกับศาสนา แต่ก็ทำให้คนเข้าถึงบริการมากขึ้น
อย่างไรก็ดี การเทียบส่วนต่างดอกเบี้ยจะมาจากองค์ประกอบหลัก คือ ต้นทุนการดำเนินงานและต้นทุนความเสี่ยงเครดิต จึงวัดตายตัวไม่ได้ว่าส่วนต่างดอกเบี้ยเฉลี่ยสูงไปไม่ดีหรือต่ำไปไม่ดี เพราะหากส่วนต่างดอกเบี้ยสูง แต่รายย่อยเข้าถึงมาก แม้ไม่มีหลักประกันในการกู้อาจจะดีก็ได้ เช่น อินโดนีเซียที่ปล่อยกู้ไมไครไฟแนนซ์ให้รายย่อย เป็นต้น
“อย่าสรุปว่าส่วนต่างดอกเบี้ยเฉลี่ยสูงไปจะไม่ดี หรือต่ำไปดี อย่างบ้านเรา ผมว่าดอกเบี้ยรายใหญ่น่าจะไม่ถึง 1% ส่วนเอสเอ็มอีน่าจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ 2.42.5% บ้าง ส่วนสินเชื่อไม่มีหลักประกันก็จะไปอีกแบบ ขึ้นกับโครงสร้างเศรษฐกิจแต่ละประเทศและต้นทุนการดำเนินการ แต่ ธปท.ก็อยากจะส่งเสริมการแข่งขันและประสิทธิภาพให้ต้นทุนถูกลงมากกว่า จะเน้นดู NIM เพราะด้านจำนวนรายผู้เล่นในธุรกิจการเงินของไทยก็ไม่น้อยไปกว่าประเทศอื่น และปลายปีนี้ก็จะเปิดให้ต่างชาติรายใหม่เข้ามาอีก 5 ราย ซึ่งอาจจะมีธนาคารขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นเข้ามาด้วย เป็นต้น” ประสาร กล่าว
อย่างไรก็ตาม ประสาร ยืนยันว่า ธปท.จะสนับสนุนการเข้าถึงบริการการเงินของรากหญ้าให้มากขึ้น อย่างไรนั้น เรื่องนี้เราต้องเข้าใจความเป็นจริงของชีวิต เพราะสินค้าเครดิตเป็นเรื่องความน่าเชื่อถือ ซึ่ง ธปท.จะแก้ไขไปเรื่อยๆ ในเรื่องการช่วยลดต้นทุนดำเนินงานและเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยง ที่ล่าสุด ธปท.ออกประกาศให้ธนาคารสามารถเปิดสาขาเล็กๆ ที่ไม่ต้องทำธุรกรรมทุกเรื่องก็ได้ เพื่อช่วยลดต้นทุนการดำเนิน และพยายามนำเทคโนโลยีในการยื่นสินเชื่อที่เปิดให้ลูกค้าทดลองคีย์ข้อมูลเพื่อดูว่าจะยื่นขอกู้ได้หรือไม่ เพราะปัจจุบันรายย่อยยื่นขอสินเชื่อมาจำนวนมากแต่ถูกปฏิเสธสูง จึงกลายเป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานของธนาคาร จึงพยายามหาช่องลดต้นทุนส่วนนี้ลง
ขณะเดียวกัน การลดความเสี่ยงเครดิตธนาคารเองก็พยายามทำโดยการให้เดินบัญชีระยะ 612 เดือนก่อน เพื่อช่วยวิเคราะห์ดูวินัยผู้ขอกู้ได้ดีขึ้นว่าควรให้กู้หรือไม่
ผู้ว่าการ ธปท.ชี้แจงว่า การช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงบริการทางการเงิน ตอนนี้ ธปท.พยายามทำโดยการให้ความรู้ทางการเงินควบคู่ไปด้วย ว่า ถ้าไปบุกด้านเดียวหรือก่อหนี้ด้านเดียวมากไปก็ไม่ดี จึงทำในแนวทางให้ความรู้ทางการเงินคู่ไปกับการส่งเสริมการออมด้วย ส่วนการกำหนดเพดานการคิดดอกเบี้ยในปัจจุบันเหมาะสมหรือไม่ ตามทฤษฎีบริสุทธิ์ถ้ากำหนดเพดาน จะเป็นอุปสรรค เพราะอาจตัดคนกลุ่มหนึ่งออกไปไม่ได้สินเชื่อ แต่เราก็ต้องชั่งใจด้วยว่าการให้กู้แล้วคิดดอกเบี้ยสูงมากๆ จะกลายเป็นแรงจูงใจให้เกิดการเบี้ยวหนี้ได้เช่นกัน เพราะดอกเบี้ยต่ำอาจจะไม่คุ้มที่จะเสียชื่อเสียงหรือเสียประวัติ การคิดดอกเบี้ยจึงอย่าไปคิดแบบไร้เดียงสาข้างเดียว ต้องคิดตามสภาพความเป็นจริง
อย่างไรก็ตาม ธปท.คิดว่า เรื่องคุมเพดานกับไม่คุม ควรทำขนานกันไปเพื่อให้ความรู้คนว่าดอกเบี้ยสูงไม่จำเป็นอย่ากู้ ถ้าร้อนเงินสั้นๆ ก็ค่อยกู้ เพราะถ้าอยู่กับดอกเบี้ยสูงนานๆ อย่างยั่งยืนก็คงไม่ดี
ฉะนั้น การปล่อยให้การกู้บางประเภทดอกเบี้ยสูงบ้าง ก็ให้ทำได้ เพราะมีกลุ่มที่ร้อนเงินช่วงสั้นๆ ต้องพึ่งพาอยู่ เพราะถ้าไม่มีที่พึ่งในชีวิตก็คงไม่ดี แต่ผ่านช่วงสั้นๆ ไปได้คงดีขึ้น







