
คลื่นอินเทอร์เน็ต
ทันทีที่ “พม่า” เปิดประตูบ้านหลังจำศีลมานาน 5 ทศวรรษ คลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงก็ถาโถมเข้ามาทุกทิศทุกทาง รวมถึงเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีส่วนเปลี่ยนโฉมพม่ายุคใหม่
ทันทีที่ “พม่า” เปิดประตูบ้านหลังจำศีลมานาน 5 ทศวรรษ คลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงก็ถาโถมเข้ามาทุกทิศทุกทาง รวมถึงเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีส่วนเปลี่ยนโฉมพม่ายุคใหม่
ทุกวันนี้ภาพคนพม่าใช้สมาร์ทโฟนและเข้าอินเทอร์เน็ต คาเฟ่ เริ่มมีให้เห็นหนาตาขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ในเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจอย่างย่างกุ้งที่ร่วมกระแสชีวิตติดเน็ตมากขึ้น เหมือนหนังคนละม้วน เมื่อเทียบกับหลายปีก่อนหน้าที่พม่าจะเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย
แต่กระนั้น จำนวนคนพม่าที่มีชีวิตติดเน็ตอยู่ที่ 5 แสนคน หรือคิดเป็นสัดส่วนแค่ 1% ของประชากรทั้งประเทศราว 60 ล้านคน ถือเป็นประเทศที่มีอัตราผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต่ำสุดในโลก
เพราะต้นทุนการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในพม่าถือว่าแพงระดับเทพ แถมขั้นตอนก็ยุ่งยาก โดยต้องมีเบอร์โทรศัพท์บ้าน เพื่อใช้ประกอบการยื่นขออนุญาตกับทางการ เสียค่าใช้จ่าย 500 เหรียญสหรัฐ และใช้เวลาค่อนข้างนาน รวมถึงต้องจ่ายค่าติดตั้งสายไฟเบอร์ออปติกราวๆ 1,000-1,500 เหรียญสหรัฐ และค่าธรรมเนียมรายเดือนอีก 600-700 เหรียญสหรัฐ
ทั้งหมดนี้คิดเป็นรายจ่ายมากโข เมื่อเทียบกับคนย่างกุ้งจำนวนมากที่มีรายได้เฉลี่ยวันละแค่ 1 เหรียญสหรัฐ หรือพนักงานประจำที่มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 82.47 เหรียญสหรัฐ (8 หมื่นจ๊าด) ขณะที่การเดินเข้าร้านเน็ตคาเฟ่ก็ต้องควักจ่ายชั่วโมงละ 400 จ๊าด ซึ่งยังเป็นเรื่องไกลเกินความจำเป็นของชาวพม่าจำนวนมาก
หนำซ้ำสัญญาณอินเทอร์เน็ตในพม่าก็ยังมีปัญหา ยกตัวอย่างความเร็วในการดาวน์โหลดทั่วๆ ไปในย่างกุ้งอยู่ที่ 0.13 เมกะบิตต่อวินาที ช้ากว่าเพื่อนบ้านทั้งไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และลาว
แม้การเข้าถึงโลกไซเบอร์ในพม่ายังทำไม่ได้เต็มที่เหมือนประเทศอื่นๆ อย่างน้อยนี่ก็สะท้อนถึงพัฒนาการในสังคมพม่า ที่การเปิดกว้างด้านโทรคมนาคมเปิดโอกาสให้คนพม่าบางส่วนสามารถเชื่อมต่อกับโลกกว้าง ทว่าเทคโนโลยีก็เหมือนดาบสองคม มีทั้งประโยชน์และโทษ
ในแง่ดีอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น อาจช่วยให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ก็ไม่อาจมองข้ามอีกด้านของเหรียญ เพราะการที่คนเพียงส่วนหนึ่งเข้าถึงโลกอินเทอร์เน็ต สุ่มเสี่ยงที่เกิดการครอบงำความคิดเพียงด้านเดียวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเมือง เชื้อชาติและศาสนา ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวในพม่า
“เฟซบุ๊ก” เป็นเว็บเครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดนิยมในพม่า ประเมินกันว่าเกือบๆ 1% ของประชากรพม่าใช้เฟซบุ๊ก เพราะใช้งานได้ค่อนข้างสะดวกผ่านสมาร์ทโฟน เฟซบุ๊กจึงกลายเป็นแนวรบใหม่ทางการเมืองที่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านใช้เป็นเครื่องมือเข้าถึงประชาชน
ถึงแม้จำนวนผู้ใช้เฟซบุ๊กจะไม่ได้มากมาย แต่ต้องยอมรับว่าคนที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและเฟซบุ๊กก็ล้วนเป็นผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อชาวพม่าและก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองและสังคม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชนชั้นสูง สื่อมวลชน ทหาร และพระสงฆ์
ประธานาธิบดีเต็งเส่ง ก็ใช้เฟซบุ๊กในการสื่อสารกับประชาชน โดยมีผู้ติดตามจำนวน 1.18 หมื่นคน ขณะที่หน้าเพจอย่างเป็นทางการของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของนางอองซานซูจี มีผู้ติดตามอยู่ 2.21 แสนคน
นอกเหนือจากการช่วงชิงพื้นที่ทางการเมือง อินเทอร์เน็ตยังกลายเป็นเครื่องมือสร้างความเกลียดชังระหว่างชาวพุทธกับชาวมุสลิมบางส่วน จนปะทุเป็นเหตุปะทะรุนแรงที่ทำให้มีผู้คนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก
ดูเหมือนว่าชาวพม่ากำลังเดินอยู่บนทางแพร่ง บนเส้นทางเสรีภาพที่เพิ่งได้รับ หลังถูกกดขี่โดยรัฐบาลทหารมาเป็นเวลานาน







