
แนะ1,550จุดขายเก็บกำไร
‘วรรณ’ชี้กำไรแล้วโยกพักตราสารหนี้บล.ฟิลลิปเชื่อปัจจัยเสี่ยงเข้าคิวรอ
‘วรรณ’ชี้กำไรแล้วโยกพักตราสารหนี้บล.ฟิลลิปเชื่อปัจจัยเสี่ยงเข้าคิวรอ
บลจ.วรรณ เล็งสัปดาห์หน้าดัชนีวิ่งเข้า 1,550 จุด แนะขายเก็บกำไรในตราสารหนี้
นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) วรรณ เปิดเผยว่า หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศเดินหน้าโครงการซื้อสินทรัพย์เดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้สินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น ทองคำ และน้ำมัน ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่าจะเป็นการปรับเพิ่มขึ้นในระยะสั้นเท่านั้น เพราะในระยะยาวเฟดจะต้องปรับลดวงเงินซื้อสินทรัพย์ลงอย่างแน่นอน และเมื่อมีการปรับลดวงเงินลงจะไม่เป็นผลดีต่อสินทรัพย์เสี่ยง
ทั้งนี้ นายวิน ประเมินว่ามีความเป็นไปได้ที่เฟดจะเริ่มปรับลดวงเงินการซื้อสินทรัพย์ลงในการประชุมครั้งหน้าในเดือน ธ.ค. 2556
“รอบนี้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสที่จะขึ้นไปแตะที่ 1,550 จุด ในสัปดาห์หน้า ซึ่งถือว่าเป็นการปรับตัวขึ้นที่เร็วเกินไป ดังนั้น เมื่อถึงระดับดังกล่าวแนะนำให้นักลงทุนขายทำกำไรออกไปก่อน และโยกเงินไปเก็บไว้ในกองทุนตราสารหนี้ โดยเฉพาะตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าตราสารหนี้ภาครัฐ” นายวิน กล่าว
พร้อมกันนี้ นายวิน ยังคาดอีกว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.5% ในการประชุมในวันที่ 16 ต.ค. เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจและตัวเลขส่งออกในประเทศของเดือน ส.ค. ออกมาขยายตัวต่ำกว่าที่คาด
“อย่างไรก็ตาม คาดว่าเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังน่าจะเติบโตกว่าครึ่งปีแรก จากการกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ รวมถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลกเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้น เช่น เศรษฐกิจสหรัฐและญี่ปุ่น ซึ่งจะช่วยผลักดันให้การส่งออกไทยเติบโตมากขึ้น” นายวิน กล่าว
พร้อมกันนี้ระหว่างวันที่ 2027 ก.ย. บลจ.วรรณ จะเปิดขายและรับซื้อคืนกองทุนเปิด 1ENHANCED3M1 ซึ่งจะเน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนไทยอายุประมาณ 3 เดือน เช่น เงินฝากธนาคารพาณิชย์ และตั๋วแลกเงินบริษัทเอกชนไทย โดยคาดว่าจะให้ผลตอบแทนสุทธิ 3.25% ต่อปี
นายสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล นักวิเคราะห์กองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า สำหรับนักลงทุนระยะสั้นและระยะกลางสามารถรอขายทำกำไรได้ที่บริเวณ 1,5001,520 จุด เพราะหลังจากนั้นตลาดหุ้นยังมีปัจจัยเสี่ยงอยู่หลายปัจจัย ได้แก่ การขยายเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐในกลางเดือน ต.ค. และผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ รวมทั้งตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่อาจจะกดดันให้ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงสวนทางกับตลาดต่างประเทศ
“สำหรับนักลงทุนระยะยาวตลาดหุ้นไทยยังน่าลงทุน เพียงแต่ในระยะสั้นดัชนีจะไม่ปรับขึ้นรวดเดียวเหมือนที่ผ่านมา เพราะตัวเลขเศรษฐกิจไทยไม่แข็งแรง” นายสานุพงศ์ กล่าว
นอกจากนี้ นายสานุพงศ์ กล่าวว่า หลังจากนี้ยังคงต้องจับตาการปรับลดวงเงินซื้อสินทรัพย์ของเฟดที่เชื่อว่า จะต้องปรับลดลงอย่างแน่นอน
“ต้องดูต่อไปเรื่อยๆ ว่า เฟดจะลดคิวอีเมื่อไร แต่เชื่อว่าเฟดคงไม่รีบร้อน ถ้ายังไม่เห็นภาพที่ชัดเจน เพราะถ้าลดลงแล้วมีปัญหาคงจะยากที่จะกลับมากระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง แต่ที่ผ่านมาตัวเลขเศรษฐกิจแสดงว่าเศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้นแล้ว แต่ถ้ารีบดึงสายน้ำเกลือจากคนไข้เร็วเกินไปก็กลัวว่าคนไข้จะทรุดลงไปอีก เพราะฉะนั้นต้องรอให้มั่นใจจริงๆ ก่อนแล้วค่อยถอน ดังนั้น ในการปรับลดครั้งแรกก็อาจจะลดลงไม่มากและรอดูอาการไปเรื่อยๆ” นายสานุพงศ์ กล่าว







