
‘บีเจซี เฮฟวี่ฯ’เข้าตลาดหุ้นไตรมาส4
บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี ผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นเกาหลี ยื่นกระจาย 80 ล้านหุ้นเข้า ตลท.ไตรมาส 4
บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี ผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นเกาหลี ยื่นกระจาย 80 ล้านหุ้นเข้า ตลท.ไตรมาส 4
น.ส.พัชพร สรรคบุรานุรักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) ที่ปรึกษาการเงินและผู้จัดการการจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เปิดเผยว่า บริษัท บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี (BJCHI) ผู้นำด้านวิศวกรรมผลิตติดตั้งอุปกรณ์อุตสาหกรรมขั้นพื้นฐาน ซึ่งตระกูลลีชาวเกาหลีใต้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้ยื่นแบบคำขอ (ไฟลิง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อขออนุญาตเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) จำนวน 80 ล้านหุ้น หรือ 25% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด คาดว่าจะสามารถขายหุ้นและเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ในไตรมาส 4 ปีนี้
ทั้งนี้ จะเรียกชำระหุ้นเพิ่มทุนจาก 240 ล้านบาทเป็น 320 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 1 บาท ซึ่งจะส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นของกลุ่มตระกูลลีลดลงจาก 99.27% เหลือ 74.44%
นายหยัง เจิน ลี กรรมการผู้จัดการ BJCHI กล่าวว่า บริษัทเป็นหนึ่งในผู้นำในการดำเนินธุรกิจวิศวกรรมด้านการรับจ้างผลิตและติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ตามแบบและขนาดที่ลูกค้ากำหนด โดย 95% ของรายได้ของบริษัทมาจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในต่างประเทศโดยเฉพาะออสเตรเลีย
นายคิล ยัง ลี ประธานกรรมการบริหาร BJCHI กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของบริษัทเกิดจากปี 2536 เมื่อยังเป็นวิศวกรของบริษัทรับเหมาก่อสร้างในเกาหลีใต้มาก่อสร้างโครงการใน จ.ระยอง ของบริษัท ปตท. และบริษัท ทีพีไอ มองเห็นโอกาสในการดำเนินธุรกิจ จึงก่อตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อแปรรูปเหล็กในปี 2537 หลังจากนั้นเกิดวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งจึงเบนเข็มไปรับงานต่างประเทศ โดยประสบความสำเร็จเรื่อยมา เพราะงานที่มีคุณภาพและตรงต่อเวลา
บริษัทมีความแข็งแกร่งในการดำเนินงานสามปีย้อนหลัง มีรายได้และกำไรเติบโตอย่างต่อเนื่องจาก 571 ล้านบาท และ 99.95 ล้านบาท ในปี 2553 เป็น 838 ล้านบาท และ 70.91 ล้านบาท ในปี 2554 และ 3,652 ล้านบาท และ 792 ล้านบาท ในปี 2555 และงวด 6 เดือน ในปี 2556 มีรายได้ 1,346 ล้านบาท และกำไร 642 ล้านบาท โดยมีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น 104%
นายคิล กล่าวว่า ปีนี้คาดว่าจะมีรายได้เติบโต 15% จากปีก่อนและมีอัตรากำไรไม่ต่ำกว่า 20% มีงานในมืออีก 2,000 ล้านบาท ที่ส่วนใหญ่จะรับรู้ในปีนี้
บริษัทมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) ต่ำมาก ล่าสุดงวด 6 เดือนแรกปีนี้เพียง 0.40 เท่า เพราะระมัดระวังในการใช้เงินโดยใช้เงินสดจากการดำเนินงานและขยายงานไปต่างประเทศทำให้ฝ่าวิกฤตต้มยำกุ้งมาได้
ปัจจุบันมีพนักงานคนไทยไม่ต่ำกว่า 200 คน และพนักงานที่มีทักษะไม่ต่ำกว่า 2,000 คน
“การเข้าตลาดหุ้นถือว่าเป็นการก้าวสำคัญที่จะสร้างความน่าเชื่อถือระดับโลก ปัจจุบันบริษัทดำเนินธุรกิจ 4 ประเภท คือ แปรรูปเหล็ก ประกอบชิ้นงานใหญ่ งานติดตั้งนอกสถานที่ และงานหล่อชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป” นายคิล กล่าว







