
ธปท.แนะทุกภาคส่วนเร่งปรับโครงสร้าง
ธปท.ส่งสัญญาณให้ทุกภาคส่วนเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศเพื่อยั่งยืนระยะยาว ก่อนที่เศรษฐกิจไทยจะล่าหลังทิ้งห่างเพื่อนบ้าน
ธปท.ส่งสัญญาณให้ทุกภาคส่วนเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศเพื่อยั่งยืนระยะยาว ก่อนที่เศรษฐกิจไทยจะล่าหลังทิ้งห่างเพื่อนบ้าน
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2556 ของธปท.ในหัวข้อ “วางรากฐานสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย” (Lifting Barriers to Sustainable Growth) ว่า ความผันผวนในระยะสั้นที่เกิดกับเศรษฐกิจไทย ทั้งที่เกิดจากช็อคต่างๆ ที่คาดการณ์ไม่ได้ล่วงหน้า และที่เกิดจากการขึ้นลงตามวัฏจักรเศรษฐกิจ ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่น่าห่วงมากนักตราบใดที่ไทยยังมีเครื่องมือดูแลจัดการ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงกว่าคือโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย ว่ามีศักยภาพเพียงพอหรือไม่ที่จะทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างถ้วนหน้าและยั่งยืน
ทั้งนี้ สัญญาณต่างๆ ที่พบเห็นในเศรษฐกิจไทยทำให้ทุกฝ่ายนิ่งนอนใจไม่ได้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)ชะลอลงจากเฉลี่ย 9% ต่อปีในช่วงก่อนวิกฤตปี 2540 ลดลงมาอยู่อยู่ที่ประมาณ 4% ต่อปีในช่วง 2554 -2555 ขณะที่รายได้ต่อหัวของไทยติดอยู่ที่ระดับ 15-20% เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ มา 10 กว่าปีแล้ว ทั้งๆ ทีหลายประเทศที่เคยมีจุดเริ่มต้นเดียวกับไทย เช่น มาเลเซีย เกาหลีใต้ และไต้หวันทิ้งห่างไทยไปแล้ว ซึ่งบ่งบอกถึงมาตรฐานการครองชีพที่ไม่ได้พัฒนาขึ้นเท่าที่ควรของไทย
นอกจากนี้ ในเชิงคุณภาพ การกระจายรายได้ของไทยยังเป็นปัญหาที่เรื้อรัง ประชาชนกลุ่มที่รวยที่สุด 20% มีส่วนแบ่งรายได้เกินครึ่งของรายได้ทั้งประเทศ แต่กลุ่มที่จนที่สุด 20% ยังคงมีส่วนแบ่งรายได้เพียงไม่ถึง 5% สิ่งเหล่านี้ส่อถึงปัญหาบางอย่างที่แอบแฝงอยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย หากไม่แก้ไขโดยเร็วนับวันยิ่งทวีคูณความเสี่ยงที่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมล่าช้า ลดทอนระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งยังอาจนำไปสู่ปัญหาการขาดความสมานฉันท์ในสังคม การยกเครื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเศรษฐกิจไทยจึงสำคัญ
นายประสาร กล่าวว่า การเพิ่มความสามารถในการผลิตต้องอาศัยนวัตกรรมในการใช้ทรัพยากรการผลิตที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อให้ได้ผลผลิตออกมามากขึ้น หรือนำมาซึ่งการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลผลิต อาทิ การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้วยตัวเอง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระดับแนวหน้าของโลกเข้ามาในกระบวนการผลิต และต้องจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยโยกย้ายทรัพยากรไปยังภาคการผลิตที่มีผลิตภาพสูงขึ้น การที่ภาคเกษตรในประเทศไทยปัจจุบันใช้แรงงานประมาณ 40 %ของแรงงานทั้งหมด เพื่อสร้างรายได้ประมาณ 10% ของจีดีพีเทียบกับภาคอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ 40% ของจีดีพี แต่ใช้แรงงานเพียง 15% ของแรงงานทั้งหมด บ่งบอกถึงความแตกต่างของประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรระหว่างสองภาคการผลิตนี้ และสะท้อนถึงช่องว่างที่ยังเหลืออยู่ในการที่จะยกระดับผลิตภาพการผลิตของประเทศให้สูงขึ้น โดยการใช้นวัตกรรมใหม่ๆ ในภาคเกษตร หรือการโยกย้ายแรงงานไปสู่ภาคอุตสาหกรรม
จากการสำรวจของ World Economic Forum ล่าสุดที่ออกมาเมื่อเดือนก.ย.นี้พบว่า ไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างมากเกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศอื่น โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านอันดับ ของประเทศไทยตกมาอยู่ที่ลำดับ 37 จากเดิมที่ 28 ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย ก้าวขึ้นมาจากลำดับที่ 54 รองจากไทยเพียงลำดับเดียว และฟิลิปปินส์สามารถยกตัวเองได้สูงขึ้นถึง 12 ลำดับ ซึ่งองค์ประกอบที่พบว่ามีปัญหามากที่สุดในประเทศไทย เช่น คุณภาพของสถาบันความไม่แน่นอนทางการเมือง การทุจริตคอรัปชั่น รวมทั้งคุณภาพของ การศึกษาและความพร้อมทางเทคโนโลยี เป็นปัญหาที่ไม่อาจจะแก้ไขได้โดยหน่วยงานหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งตามลำพัง แต่ต้องอาศัยการสอดประสานระหว่างทุกภาคส่วนภายใต้วิสัยทัศน์ร่วมกัน เพื่อปลดล็อคปัญหาคอขวดเหล่านี้ที่กำลังหน่วงเศรษฐกิจไทย
ทั้งนี้ การใช้นโยบายเศรษฐกิจมหภาคด้านอุปสงค์ เช่น นโยบายการเงินการคลัง มีข้อจำกัด แก้ไขได้ไม่ตรงจุด และไม่เพียงพอที่จะยกเครื่องให้เศรษฐกิจเติบโตในอัตราที่สูงต่อเนื่อง ในทางกลับกันการกระตุ้นดังกล่าวอาจสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินหากภาคเศรษฐกิจต่างๆ มีการใช้จ่ายเกินตัว ซึ่งขอเปรียบเทียบการดูแลเศรษฐกิจเสมือนเป็นการขับเครื่องบินข้ามทวีป การทำนโยบายการเงินการคลังคือการดูแลพยุงเครื่องบินให้ผ่านสภาพอากาศที่แปรปรวนไปได้อย่างราบรื่น ให้ผู้โดยสารดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ เป็นแนวนโยบายการเงินที่ ธปท. ได้ดำเนินมาโดยตลอด แต่หากจะให้เครื่องบินข้ามทวีปได้เร็วขึ้นและถึงที่หมายโดยใช้เชื้อเพลิงน้อยลง สิ่งที่ต้องทำก็คือการยกระดับ(upgrade) เครื่องยนต์ที่ใช้
ปัจจุบันประเทศไทยมีศักยภาพพื้นฐานที่ดีมาก มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ประชาชนมีการศึกษา มีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน เป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมสำคัญหลายชนิด และมีสัมพันธไมตรีที่ดีกับประเทศคู่ค้าทั่วโลก ประเด็น ณ วันนี้อยู่ที่ว่าไทยจะสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากทุนดั้งเดิมที่มาควบคู่กับประเทศได้เพียงใด และเราต้องลงทุนต่อยอดเพิ่มเติมอย่างไร
แต่ไม่ว่าไทยจะเดินต่อไปอย่างไร ก็ต้องเจอกับความท้าทาย 2 ประการ คือ 1.การเปลี่ยนแปลง ที่ทุกภาคส่วนต้องเผชิญซึ่งๆหน้า การเพิ่มศักยภาพประเทศผู้ประกอบการต้องกล้าเสี่ยง แรงงานไทยต้องยืดหยุ่น รัฐต้องสร้างแรงจูงใจต่อการเปลี่ยนแปลงกติกาที่สนับสนุนการแข่งขันในตลาด ประชาชนต้องเปิดกว้างยอมรับความคิดหลากหลาย และ2.ความยากลำบากที่มาควบคู่กับการเปลี่ยนแปลง การปรับเปลี่ยนโครงสร้างของเศรษฐกิจย่อมนำมาซึ่งผู้ได้ประโยชน์และผู้เสียประโยชน์ จึงต้องมีกระบวนการหรือสถาบันเศรษฐกิจและการเมืองแบบมีส่วนร่วม ที่สามารถถ่วงดุลอำนาจไม่ให้ผู้เสียประโยชน์กีดขวางการเปลี่ยนแปลงอันเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม กระจายผลประโยชน์ที่ได้ หรือกระจายโอกาสที่จะสร้างผลประโยชน์สมาชิกในสังคมอย่างสมดุล ควบคู่ไปกับการรองรับการปรับเปลี่ยนและการแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ให้แก่ผู้เสียผลประโยชน์







