
อินเทอร์เน็ตยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย
อินเตอร์เน็ตช่วยยกดับคุณภาพชีวิตของคนไทยเมื่อสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) รายงานผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในด้านการศึกษา ผลออกมาค่อนข้างน่าตกใจว่าไทยถูกจัดอันดับให้อยู่หลังสุดในอาเซียน เมื่อรวมกับข่าวที่ยูเนสโกออกมาพูดถึงผลวิจัยล่าสุดว่า “คนไทยอ่านหนังสือน้อยลงอีกแค่ปีละ 4 บรรทัด” เพราะทุกวันนี้คนไทยอ่านเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อ่านสารพัดโซเชียลมีเดีย เรียกว่าเป็นผู้บริโภคสื่อประเภทนี้เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ทำให้เด็กในช่วงหลังนี้หมกมุ่นกับเทคโนโลยีมากไปตั้งแต่อายุยังน้อย เริ่มสร้างโลกของตัวเอง ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง และเมื่ออายุมากขึ้นจะเข้ากับคนอื่นไม่ได้ และมีปัญหาตามมามากมาย จึงดูเหมือนว่าอินเทอร์เน็ตคือผู้ร้ายในสถานการณ์นี้
อินเตอร์เน็ตช่วยยกดับคุณภาพชีวิตของคนไทยเมื่อสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) รายงานผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในด้านการศึกษา ผลออกมาค่อนข้างน่าตกใจว่าไทยถูกจัดอันดับให้อยู่หลังสุดในอาเซียน เมื่อรวมกับข่าวที่ยูเนสโกออกมาพูดถึงผลวิจัยล่าสุดว่า “คนไทยอ่านหนังสือน้อยลงอีกแค่ปีละ 4 บรรทัด” เพราะทุกวันนี้คนไทยอ่านเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อ่านสารพัดโซเชียลมีเดีย เรียกว่าเป็นผู้บริโภคสื่อประเภทนี้เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ทำให้เด็กในช่วงหลังนี้หมกมุ่นกับเทคโนโลยีมากไปตั้งแต่อายุยังน้อย เริ่มสร้างโลกของตัวเอง ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง และเมื่ออายุมากขึ้นจะเข้ากับคนอื่นไม่ได้ และมีปัญหาตามมามากมาย จึงดูเหมือนว่าอินเทอร์เน็ตคือผู้ร้ายในสถานการณ์นี้
ขณะที่รายงานผลการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2556 จัดทำโดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) พบข้อมูลที่เชื่อมโยงว่าคนไทยมีพัฒนาการในการเข้าถึงสื่ออินเทอร์เน็ตได้ดีขึ้น และชี้แนวทางแก้ปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตของเยาวชนให้เหมาะสม
จากผลการสำรวจพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต พบว่าคนใช้เวลาในชีวิตประจำวันกับการเข้าอินเทอร์เน็ตมากขึ้น จากปี 2544 อยู่ที่ 18 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพิ่มขึ้นเป็น 32 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในปี 2556และหากวิเคราะห์ถึงช่วงเวลาของการใช้อินเตอร์เน็ตของคนกลุ่มวัยต่างๆ พบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้อินเทอร์เน็ตช่วงเวลาหลังเลิกเรียนถึงหัวค่ำ ในขณะทีวัยรุ่นถึงวัยเริ่มทำงาน ใช้อินเทอร์เน็ตในช่วงเวลากลางคืน ส่วนคนวัยทำงาน ใช้อินเทอร์เน็ตช่วงกลางวัน
สถานที่หลักสำหรับการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตยังคงเป็นบ้านและที่ทำงาน ดังนั้นการขยายตัวของบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และ ค่าบริการที่ต่ำลงจะช่วยทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจากบ้านได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามยังพบว่ากลุ่มนักเรียน/นักศึกษาเป็นกลุ่มหลักที่ใช้บริการอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ สูงถึง 12%ดังนั้นหากต้องการไม่ให้เยาวชนใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่เหมาะสม ภาครัฐควรมีมาตรการไปที่จุดใด
ด้านการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านทางอุปกรณ์เคลื่อนที่ (Mobile Device) เช่น คอมพิวเตอร์พกพา สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต พีซี มีสัดส่วนที่สูงขึ้น แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตที่ไม่ถูกจำกัดด้วยเวลาและสถานที่ที่ใช้งานอีกต่อไป ส่วนกิจกรรมยอดนิยมในการใช้อินเทอร์เน็ตสามอันดับแรก คือ รับส่งอีเมล ค้นหาข้อมูล และการใช้งานเครือข่ายสังคมโดยผู้ใหญ่ เน้นใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อรับส่งอีเมล์ ในขณะที่ เด็กและเยาวชน เน้นใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อเล่นเกมออนไลน์ และดาวน์โหลด
อย่างไรก็ดี พบว่าปัญหาการใช้งานอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันยังล่าช้า มีภาระค่าใช้จ่ายและบริการไม่ทั่วถึง การหลอกลวงทุจริตบนอินเทอร์เน็ต การระบาดของไวรัสคอมพิวเตอร์ ขาดการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สื่อลามกทางอินเทอร์เน็ต ความช่วยเหลือจากภาครัฐเมื่อมีภัยออนไลน์ เป็นต้น ดังนั้นบทบาทของภาครัฐในการแก้ปัญหาดังกล่าวนั่นก็คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน ICT ของประเทศให้ทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ การให้บริการฟรีไวไฟ การจัดการด้านความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังพบอีกว่าคนไทยส่วนใหญ่นิยมใช้โซเชียลมีเดียตามกระแสยุคไอที สูงถึง 93.8% โดยโซเชียลมีเดียที่เป็นที่นิยม 3 ลำดับแรก ได้แก่ Facebook รองลงมา คือ Google+ และ Line ตามลำดับ และนิยมใช้สมาร์ทโฟนในการเข้าถึงโซเชียลมีเดียสูงที่สุด นั่นจึงหมายถึงพฤติกรรมของผู้ใช้มีลักษณะไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลานั่นเอง ขณะที่กิจกรรมหลักที่ทำผ่านโซเชียลมีเดีย ส่วนใหญ่จะเป็นการพูดคุย แบ่งปันความรู้ รองมาคือการอัพเดตข้อมูลข่าวสาร อัพโหลด แชร์รูปภาพ/วิดีโอ ซื้อสินค้า/บริการ หาเพื่อน อีกทั้งยังพบการใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดียของภาคธุรกิจในการเป็นช่องทางการสื่อสารการตลาดแบบ Viral Marketing (การตลาดแบบปากต่อปาก) และเปิดร้านค้าออนไลน์
ดังนั้น จะเห็นว่าพฤติกรรมคนไทยปัจจุบันมีพัฒนาการที่ดี (ในเชิงปริมาณ) ในการใช้อินเทอร์เน็ต แต่พัฒนาการด้านคุณภาพของการใช้งานยังคงถูกตั้งคำถาม ภาครัฐน่าจะฉวยโอกาสนี้พัฒนาคุณภาพการใช้งานไอซีทีไปพร้อมกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางไอซีที เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำด้านชีวิตความเป็นอยู่







