
ชี้ทางยกเครื่องการศึกษาอุดปมด้อยกว่ากัมพูชา
เหลือเวลาอีกประมาณ 800 วัน สมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ จะรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียน
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
เหลือเวลาอีกประมาณ 800 วัน สมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ จะรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียน จึงกลายเป็นความท้าทายของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการเตรียมความพร้อม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จึงได้จัดงานสัมมนาหัวข้อ “เส้นทางประเทศไทย...สู่ประชาคมอาเซียน” เพื่อสรุปทิศทางการพัฒนาประเทศให้พร้อมรับมือสถานการณ์
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันมีเรื่องเร่งด่วน 10 เรื่องที่ไทยต้องดำเนินการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนทั้ง 3 เสา สำหรับด้านสังคมและวัฒนธรรมนั้น เรื่องที่ต้องเร่งทำที่สุดคือการปรับพื้นฐานการศึกษา เพราะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์คือปัจจัยสำคัญในการพัฒนาทุกด้าน
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมาผลิตภาพแรงงานของเราไม่สม่ำเสมอ ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดปัญหาคือข้อจำกัดด้านพื้นฐานการศึกษา แรงงานเรามีพื้นฐานแตกต่างกัน ส่งผลให้เราขาดเสถียรภาพ”
จากการจัดอันดับใน World Economic Forum ว่า คุณภาพระบบการศึกษาของไทยอยู่ในลำดับที่ 78 รั้งท้ายอาเซียนและด้อยกว่ากัมพูชา ประกอบกับสถิติขีดความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติด้านการศึกษาของไทยปี 25512556 ก็แสดงให้เห็นว่าขีดความสามารถลดลง
วิจารณ์ พานิช นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การศึกษาและการวิจัยถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดสร้างความร่วมมือในระดับอาเซียน แต่ปัจจุบันทั้งสองด้านของไทยอ่อนแอกว่าทั้งในระดับเพื่อนบ้านอาเซียนและในระดับโลก
เริ่มจากด้านการศึกษา ไทยตั้งเป้าพัฒนาคนให้มีทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21 และพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน แต่ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากสาเหตุหลายประการ 1.การเน้นสอนแบบถ่ายทอดสาระ และ 2.ไม่ให้เกียรติครูในการประเมินด้านต่างๆ ของนักเรียนด้วยตัวเอง นำการประเมินไปขึ้นกับส่วนกลาง ทั้งสองประเด็นทำให้การเรียนการสอนและการประเมินเกิดขึ้นเฉพาะด้านวิชาการ ครูไม่มีโอกาสได้ประเมินเด็กด้านอื่นๆ เช่น ด้านร่างกายและจิตใจ
“พอเราทำกันแบบนี้มากๆ การสอนก็กลายเป็นระบบ Teach to Test เด็กเองก็มุ่งเรียนเพื่อสอบ โดยไม่ได้พัฒนาทักษะอื่นที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 สุดท้ายการศึกษาของเราจึงสร้างแต่เด็กที่โตมาเป็นผู้ตาม ไม่ได้เป็นผู้นำ”
นอกจากนี้ ปัญหาคอร์รัปชั่นการศึกษาสารพัดด้าน เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การศึกษาของไทยไม่ก้าวไปไหนด้วย
วิจารณ์ กล่าวอีกว่า ในด้านการวิจัยของไทย เคยได้รับคำมั่นสัญญาจากหลายรัฐบาลว่าจะเพิ่มงบประมาณด้านการวิจัยให้เป็น 1.52% ของจีดีพี แต่กล่าวกันมาไม่รู้กี่รัฐบาลแล้ว งบประมาณก็ยังได้รับเพียง 0.2% ของจีดีพี
“เรามักมองการวิจัยเป็น Expense หรือค่าใช้จ่าย แต่ไม่มองว่าการวิจัยคือ Investment หรือการลงทุน การวิจัยเพื่อพัฒนาจึงไม่เกิด”
ทั้งนี้ ไทยต้องเข้าใจว่ายุคนี้เป็นยุคของการร่วมมือและการแข่งขัน โดยใช้ความรู้ นวัตกรรม และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เป็นหลัก ไทยจึงต้องกลับมาทบทวนและพิจารณาบทบาทการวิจัยของประเทศใหม่ให้พร้อมสู่ประชาคมอาเซียน
1.ต้องสร้างวัฒนธรรมระดับชาติด้านการวิจัย รัฐบาลต้องกำหนดเป้าหมาย แล้วเพิ่มศักยภาพ ให้หน่วยงานต่างๆ ไปต่อยอดวิจัยให้เกิดผลสำเร็จ หน่วยงานใดทำโครงการวิจัยได้ดี ก็อาจให้งบประมาณอุดหนุนเพิ่ม 2.ต้องทบทวนว่าแต่ละปีส่งคนไปเรียนต่างประเทศกี่คน ให้ทุนไปเท่าไร เหมาะสมแค่ไหน การส่งคนออกไปมากๆ มีแต่เรื่องค่าใช้จ่าย แต่บางครั้งไม่ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ต้องตระหนักว่าคนคือทรัพย์สินของประเทศ ต้องเอามาทำประโยชน์ด้านการศึกษาและการวิจัยตั้งแต่อายุยังน้อย
ด้าน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ชี้แจงว่า รัฐบาลมีแนวคิดในการปฏิรูปการศึกษา 3 ส่วน เพื่อรองรับประชาคมอาเซียน 1.ปฏิรูปการศึกษาในระบบ ทั้งการพัฒนาครูผู้สอน การปรับเปลี่ยนแนวการสอนให้เน้นการคิดวิเคราะห์มากกว่าท่องจำ การพัฒนาหลักสูตรร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียน 2.ปฏิรูปการศึกษานอกระบบ โดยการจัดการศึกษาหลักสูตรร่วมกับภาคอุตสาหกรรม และ 3.ปฏิรูปการจัดการศึกษาทางเลือก จัดการศึกษาตามอัธยาศัย เช่น การศึกษาโดยครอบครัว การศึกษาที่ยึดชุมชนเป็นหลัก เพื่อเติมเต็มและตอบสนองความต้องการคนและทิศทางในอนาคตอย่างเต็มที่







