
‘แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ’
นับตั้งแต่พรรคคอมมิวนิสต์เข้าปกครองจีนตั้งแต่ในปี 1949 เป็นต้นมา ทางพรรคได้เริ่มจัดให้มีการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยเริ่มมีฉบับแรกตั้งแต่ในปี 1953 และเป็นรากฐานสำคัญในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลมาโดยตลอด เหตุการณ์ที่สำคัญต่างๆ ตามประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของจีน เช่น “การกระโดดครั้งยิ่งใหญ่” (The Great Leap Forward) และ “การปฏิวัติทางวัฒนธรรม” (The Cultural Revolution) ก็ล้วนแล้วแต่เป็นผลผลิตทางนโยบายจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติดังกล่าวนี้ โดยแผนดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้ควบคู่ไปกับการปกครองจีนของพรรคคอมมิวนิสต์ และสืบๆ ทอดกันมาฉบับละ 5 ปี จนถึงในปัจจุบันเป็นฉบับที่ 12 ซึ่งจะครอบคลุมระยะเวลาระหว่างปี 2011 ถึงปี 2015 ซึ่งแผนพัฒนาที่ชาวจีนมักจะเรียกกันสั้นๆ ว่า “สือเอ้ออู่” (Shi’Er Wu) หรือ “สิบสองห้า” นี้ ถือได้ว่าเป็นผลสรุปจากการประชุมสภาคองเกรสของพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 17 (17th CPC Congress) ในสมัยก่อนหน้านี้ และได้ถูกใช้เป็นแก่นในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาลจีนในปัจจุบันของนายสีจิ้นผิง (Xi Jinping) ด้วย
นับตั้งแต่พรรคคอมมิวนิสต์เข้าปกครองจีนตั้งแต่ในปี 1949 เป็นต้นมา ทางพรรคได้เริ่มจัดให้มีการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยเริ่มมีฉบับแรกตั้งแต่ในปี 1953 และเป็นรากฐานสำคัญในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลมาโดยตลอด เหตุการณ์ที่สำคัญต่างๆ ตามประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของจีน เช่น “การกระโดดครั้งยิ่งใหญ่” (The Great Leap Forward) และ “การปฏิวัติทางวัฒนธรรม” (The Cultural Revolution) ก็ล้วนแล้วแต่เป็นผลผลิตทางนโยบายจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติดังกล่าวนี้ โดยแผนดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้ควบคู่ไปกับการปกครองจีนของพรรคคอมมิวนิสต์ และสืบๆ ทอดกันมาฉบับละ 5 ปี จนถึงในปัจจุบันเป็นฉบับที่ 12 ซึ่งจะครอบคลุมระยะเวลาระหว่างปี 2011 ถึงปี 2015 ซึ่งแผนพัฒนาที่ชาวจีนมักจะเรียกกันสั้นๆ ว่า “สือเอ้ออู่” (Shi’Er Wu) หรือ “สิบสองห้า” นี้ ถือได้ว่าเป็นผลสรุปจากการประชุมสภาคองเกรสของพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 17 (17th CPC Congress) ในสมัยก่อนหน้านี้ และได้ถูกใช้เป็นแก่นในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาลจีนในปัจจุบันของนายสีจิ้นผิง (Xi Jinping) ด้วย
สำหรับในแผน “สิบสองห้า” นี้ ได้มีการวางแผนโดยมุ่งเน้นเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น และมีการเน้นการเติบโตและพัฒนาการทางสังคมที่มุ่งเน้นไปที่ “คุณภาพ” มากกว่า “ปริมาณ” นอกเหนือจากนี้มีการให้ความสนใจปัญหาสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น เช่น การตั้งเป้าหมายการลดการใช้พลังงานและปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยจีดีพีลงร้อยละ 16 และ 17 ตามลำดับ นอกเหนือจากนี้ในแง่ที่พักอาศัย มาตรการ “สิบสองห้า” ยังได้ตั้งเป้าหมายโครงการที่อยู่อาศัยราคาถูกในลักษณะคล้ายๆ โครงการ “บ้านเอื้ออาทร” ของไทย เพิ่มขึ้นอีก 36 ล้านหลัง ท่ามกลางแนวโน้ม “ความกลายเป็นเมือง” (Urbanization) ของสังคมจีน ที่นับวันยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นต้น
หากจะว่าด้วยเรื่องของขนาดเศรษฐกิจของจีนแล้วนั้น ที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ภาวะเงินเฟ้อและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราในปัจจุบันนั้น เศรษฐกิจของจีนจะมีขนาดใหญ่แซงหน้าสหรัฐภายในทศวรรษนี้ อย่างไรก็ตาม การเติบโตที่อาจจะเร็วเกินไปในสายตาของนักสังคมศาสตร์นี้ อาจนำมาซึ่งต้นทุนของสังคมที่สูงขึ้นตามไปด้วย ผมอยากให้ท่านลองจินตนาการสมมติว่า ท่านเป็นนาย “สีจิ้นผิง” ผู้นำคนปัจจุบันของประเทศที่มีประชากรกว่า 1,300 ล้านคน และเป็นผู้ซึ่งเป็นเจ้าของแนวคิด “ไชน่าดรีม” หรือ “ความฝันของชาวจีน” ซึ่งเรียกร้องให้ชาวจีนยุคใหม่กล้าที่จะมีความฝันมากขึ้น และพยายามทำงานให้หนักเพื่อที่จะสร้างฝันของตนเป็นจริง ตลอดจนร่วมกันสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้นด้วยกันแล้วนั้น ท่านจะเลือกให้การเติบโตของจีนในอีก 5-10 ปีข้างหน้าเป็นเท่าใด ในเมื่อที่อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในปัจจุบัน ก็ดูเหมือนจะเป็นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลกนี้อยู่แล้ว?
นอกเหนือจากนี้ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูงนั้น แม้ว่าจะเป็นผลดีต่อเสถียรภาพทางการเมืองการปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ แต่ในขณะเดียวกันมันก็นำมาซึ่งปัญหาเชิงสังคม เชิงสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดควบคู่กันตามไปด้วย จำนวน “ชนชั้นกลาง” ที่มีอยู่ในประเทศจีนในปัจจุบัน มีอยู่ถึงประมาณ 300 ล้านคนนั้น จริงๆ แล้วหากเรามองย้อนกลับไปในอดีตอันใกล้แล้ว ชนกลุ่มนี้แทบจะไม่มีอยู่เลยในประเทศจีนด้วยซ้ำ ในช่วง 12 ทศวรรษที่แล้ว แต่ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับปัจจุบันนั้น เป็นที่คาดกันว่าจำนวน “ชนชั้นกลาง” ดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 500800 ล้านคน ภายในอีก 12 ทศวรรษข้างหน้า ซึ่งนั่นอาจหมายถึงจำนวนมากกว่า 10 เท่าของประชากรไทยทั้งประเทศเป็น “ชนชั้นกลาง” ทั้งหมด ผมจำได้ว่าเคยอ่านบทความที่นายโธมัส ฟรีดแมน เขียน ซึ่งเป็นบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับอนาคตของจีนภายใต้หัวเรื่อง China needs its own dream โดยมองว่าหากชนชั้นกลางที่โตขึ้นเรื่อยๆ ของจีน “ทุกๆ คน” มีเป้าหมายในชีวิต หรือ “ความฝัน” เหมือนชาวอเมริกันในอดีต (American Dream) เช่น มีครอบครัวที่ดี มีบ้านเล็กๆ หนึ่งหลัง มีลูกสองคน มีรถสองคัน หรือมีคอมพิวเตอร์คนละเครื่อง ฯลฯ แล้วนั้น ประเทศจีนอาจจะต้องมีดาวเคราะห์ใหม่ขึ้นมาอีกหนึ่งดวง เพื่อทำให้ความฝันเหล่านั้นเป็นความจริงสำหรับทุกคนได้ ซึ่งสิ่งที่ดูเหมือนจะกลายเป็นปัญหาระดับชาติก็คือ กลุ่มชนชั้นกลางชาวจีนเหล่านั้นอาจมีรายได้และกำลังซื้อเพียงพอที่จะเติมเต็มความฝันเหล่านั้น “ทุกๆ ฝัน” ของตนได้อย่างสบายๆ ดังคำกล่าวล้อเลียนของฝรั่งที่เรียกว่าเป็นโรค “แอฟฟลูเอนซ่า” (Affluenza) หรือโรค “ไข้รวยใหญ่”
นี่อาจเป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้ผู้กำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน หรือ “สิบสองห้า” อาจได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการเตรียมความพร้อมที่จะ “ชี้นำความฝัน” ของชนชั้นกลางจีนไปก่อนเป็นการล่วงหน้า ทั้งนี้เราจะได้เห็นแนวทางในการดำเนินนโยบายของผู้นำชุดใหม่นี้อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ในการประชุมสภาคองเกรสของพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 18 (18th CPC Congress) ในการประชุมใหญ่ครั้งที่ 3 (Third Plenary Session) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ อนึ่งคำว่า “ครั้งที่ 3” นี้ ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในวาระการประชุมที่สำคัญที่สุดในทุกๆ สมัยสภาของประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของจีน อนึ่งการก้าวขึ้นสู่อำนาจของนายเติ้งเสี่ยวผิง ในปี 1978 ภายหลังจาก “ยุคของเหมา” ก็มาจากการประชุมใน “ครั้งที่ 3” นี้เช่นกัน เราคงต้องจับตากันให้ดีถึงสัญญาณจากทางปักกิ่ง ภายหลังจากการประชุมใหญ่ใน “ครั้งที่ 3” นี้ ว่าแนวทางในการดำเนินนโยบายของจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ไปอีกเกือบทศวรรษต่อจากนี้จะออกมาในทิศทางเช่นใด
หลายวันก่อน ผมอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งก็ยังเห็นโฆษณาขายบ้านเดี่ยว ดูเหมือนจะเน้นกลุ่มลูกค้าไปที่ “ชนชั้นกลาง” ในวัยที่เพิ่งจะเริ่มสร้างครอบครัว ในรูปโฆษณาเห็นบ้านเดี่ยวตกแต่งสวยงาม ตรงที่จอดรถมีรถหรูจอดอยู่สองคัน ผมนึกต่อว่าหากนี่คือ “ความฝัน” ของชนชั้นกลางยุคใหม่ทุกๆ คนแล้วนั้น “ฝันที่เป็นจริง” ของคน 800 ล้านคน ดูจะเป็นเรื่องวุ่นวายเกินจินตนาการจริงๆ ผมกลับมานึกถึงความจำเป็นของ “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม” อีกครั้ง ผมยิ่งรู้สึกว่ามีความสำคัญต่อการพัฒนาของประเทศมากยิ่งขึ้นไปอีก...โดยเฉพาะตรงคำว่า “สังคม”







