
Greece is the Word เราควรจะเป็นห่วงสถานการณ์ในประเทศกรีซหรือไม่
....ธีระ ภู่ตระกูล
การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลนั้นเคยได้รับการพิจารณาว่า
“ไม่มีความเสี่ยง” เงินทุนของรัฐบาลได้รับการสนับสนุนจากเงินภาษีที่มาจากระบบเศรษฐกิจทั้งหมด และก็ไม่เคยมีการคาดการณ์ว่าประเทศจะล้มละลายได้ อย่างไรก็ตาม ในไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักการเมืองในหลายๆ ประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกาใช้ความสามารถในการกู้ยืมในทางที่ผิดเหมือนคนสุรุ่ยสุร่ายที่มีบัตรเครดิตมากเกินไป อาร์เจนตินา รัสเซีย เม็กซิโก และประเทศอื่นๆ ผิดนัดการชำระหนี้ของประเทศ ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ในความเป็นจริงแล้ว การผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลที่ได้รับการบันทึกไว้เริ่มมีตั้งแต่ 400 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อเทศบาลนครกรีกประสบความล้มเหลวในการชำระคืนเงินกู้ให้แก่โบสถ์ บางครั้งมันก็เหมาะสมแล้วที่กรีซกลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง และในครั้งนี้ระดับความรุนแรงของวิกฤตนี้สาหัสมากเสียจนอาจทำให้เงินยูโร ซึ่งเป็นเงินตราร่วมของภูมิภาคยุโรปร่วงลงกรีซเคยเป็นเหมือนดวงประทีปแห่งความเจริญในโลกตะวันตก และเป็นผู้บุกเบิก โอลิมปิกเกมส์ มีประชากร 11 ล้านคน มีการคาดการณ์ว่าในปี 2553 กรีซจะมีอัตราส่วนหนี้สินต่อ GDP เท่ากับ 120% และจะมีการขาดดุลงบประมาณถึง 2.6 หมื่นล้านยูโร ผู้บริหารประเทศวิตกกังวลว่าปัญหาของกรีซจะแพร่ขยายไปยังประเทศสมาชิกที่อ่อนแอในโซนยุโรป หรือที่เรียกกันว่า
“PIIGS” (อักษรย่อที่ค่อนข้างจะดูหมิ่นประเทศ โปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลี กรีซ และสเปน) นักลงทุนในประเทศไทยควรที่จะวิตกเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานที่ที่ห่างไกล เช่น กรีซ และโปรตุเกสหรือไม่ ในบางมุมก็น่าห่วงอยู่โดยทั่วไปในโลกที่พัฒนาแล้ว รัฐต่างๆ มีการเพิ่มพูนระดับของหนี้สินที่มีแนวโน้มจะไม่ยั่งยืน (ดู Chart 1 ด้านล่าง) องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คาดการณ์ไว้ว่า ในปี 2554 อัตราส่วนของหนี้สินของรัฐบาลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งเป็นหน่วยวัดสำคัญของความมั่นคงทางการเงินของรัฐ จะขึ้นไปถึง 100% ในสหรัฐอเมริกา โดยขึ้นจาก 62% ในปี 2550 ซึ่งจะเป็นภาระยิ่งใหญ่เท่ากับของกรีซในปัจจุบันนี้ ภาระหนี้สินของไอร์แลนด์คาดว่าจะสูงขึ้นเป็น 3 เท่าในช่วงเวลาเดียวกัน โดยจะเพิ่มเป็น 93% ขณะที่ของสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้น 2 เท่า เป็น 94% ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่แย่ที่สุดจากทุกประเทศ ด้วยแนวโน้มอัตราส่วนที่อาจสูงถึง 200%
ในบางกรณีหนี้สินของรัฐที่เพิ่มขึ้นเป็นผลตามธรรมดาของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่ผ่านมาเมื่อเร็วๆ นี้ เหมือนในภาวะเศรษฐกิจถดถอยช่วงอื่นๆ รายได้จากการเก็บภาษีลดลง แต่รายจ่ายของรัฐบาลเพิ่มขึ้นเพื่อที่จะกระตุ้นและควบคุมการถดถอยของเศรษฐกิจ และเมื่อรวมรายจ่ายจำนวนมากจากการช่วยเหลือสถาบันการเงิน ภาระก็จะยิ่งหนักขึ้นไปอีก ในระบบเศรษฐกิจที่ต่างกันก็จะมีความทนทานต่อระดับของหนี้ภาครัฐที่แตกต่างกันออกไปด้วย ขึ้นอยู่กับความสามารถตามความเป็นจริงในการชำระหนี้ ระบบเศรษฐกิจเล็กๆ และไม่มีศักยภาพ การแข่งขันของกรีซนั้นต้องพยายามดิ้นรนเพื่อให้มีเสถียรภาพอยู่ได้ ขณะที่ประเทศอย่างญี่ปุ่นนั้นยังคงไม่มีปัญหาในการชำระหนี้ หรืออย่างน้อยก็ในขณะนี้ และนักลงทุนหลายๆ คนก็มองว่าตั๋วเงินคลังของสหรัฐ (US Treasury Bills) ยังเป็นการลงทุนที่ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม โดยหลักการทั่วๆ ไป เมื่ออัตราส่วนหนี้ภาครัฐต่อ GDP ของประเทศเกิน 90% อัตราการเติบโตมักจะถดถอยลงอย่างน้อย 1% ต่อปี และเมื่ออัตราส่วนแตะ 100% บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือก็มีความจำเป็นที่จะลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศนั้นๆ ลง ดังนั้นจึงน่าจับตาดูว่าประเทศอย่าง สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น สามารถรักษาอันดับ AAA ของพวกเขาไว้ได้อีกนานเท่าไหร่
เพื่อที่จะลดการขาดดุลงบประมาณลง บางประเทศอาจจะต้องใช้เวลานานถึง 10 ปี ภาระการชำระหนี้ที่หนักอึ้งมักจะนำไปสู่ภาระภาษีที่สูงขึ้น ซึ่งจะกินเข้าไปในส่วนของการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการลงทุนโดยรวม และหากหลายๆ ประเทศนั้นตัดค่าใช้จ่ายในเวลาพร้อมกัน ผลกระทบต่อการเติบโตดูท่าจะขยายวงออกไปมากขึ้น คำถามสำคัญก็คือประเทศที่มีปัญหาทางด้านหนี้สินมีความมุ่งมั่นทางการเมืองที่จะแก้วิกฤตหนี้สินสักขนาดไหน หรือเป็นเพียงแต่การรอเวลาก่อนที่ประเทศใน PIIGS จะผิดนัดชำระหนี้ ทางหนึ่งที่อาจจะหลุดพ้นวิกฤตนี้ไปได้ คือให้ประเทศที่ร่ำรวยกว่าในยุโรป เช่น เยอรมนี และฝรั่งเศส ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศเพื่อนบ้านที่ยากจนกว่า สิ่งที่จะตามมาอย่างมากคือปัญหาทางด้าน Moral Hazard อย่างแน่นอน และการช่วยเหลือเช่นนี้จะเป็นการซ้ำเติมให้แก่ European Monetary Union Stability Pact และในที่สุดโดยส่วนตัวแล้วผมไม่คิดว่านักการเมืองในกลุ่มยูโรจะมีความมุ่งมั่นทางการเมืองพอ โดยเฉพาะเมื่อทุกคนยังตกอยู่ในที่นั่งลำบากในการแก้ปัญหาด้านการเงินของตนเองอยู่ในขณะนี้
นอกจากนี้ หลายคนในยุโรปยังคงไม่ยอมรับความจริง และมีความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าปัญหานี้จะหมดไปด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังนั้น หากคุณมีการลงทุนในกองทุนรวมในทวีปยุโรป ผมขอแนะนำว่าคุณควรจะติดตามดูสถานการณ์อย่างระมัดระวัง







