
เคล็ดลับเสริมงานรุ่ง
โดย...วรธาร
โดย...วรธาร
คนทำงานล้วนต้องการความก้าวหน้าในอาชีพ แต่หาใช่ทุกคนที่ก้าวหน้า คนที่ไม่เคยหยุดพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานของตนตลอดเวลามักก้าวหน้าขึ้นสู่ตำแหน่งสูงๆ ได้ค่อนข้างเร็ว ในขณะที่บางคนทำงานไปวันๆ ไร้เป้าหมายมักย่ำอยู่กับที่ในตำแหน่งเดิมหรืออาจหลุดตำแหน่งโดยไม่รู้ตัว สิ่งสำคัญคนทำงานต้องปรับปรุงตัว ปรับทัศนคติใหม่ และพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานอยู่ตลอด และถ้าจะดีเลิศต้องเสริม 3 เคล็ดลับนี้เข้าไปแล้วจะเวิร์ก
1.ตั้งเป้าหมาย เพราะเป้าหมายจะเพิ่มแรงผลักดันนำพาเราไปสู่ความสำเร็จได้ โดยให้แบ่งเป็นเป้าหมายใหญ่และเป้าหมายย่อย แล้วค่อยๆ ทำเป้าหมายย่อยให้สำเร็จไปทีละอย่างภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งการบรรลุเป้าหมายย่อยนั้นจะช่วยพัฒนาตนเองไปทีละขั้นโดยไม่รู้สึกว่าเป้าหมายใหญ่ไกลเกิน และให้คิดว่าทุกครั้งที่เราบรรลุเป้าหมายย่อย นั่นหมายถึงเราได้ขยับเข้าใกล้เป้าหมายใหญ่ทุกขณะนั่นเอง
2.วางแผนให้ดี เมื่อมีเป้าหมายเราต้องรู้จักวางแผนเพื่อป้องกันความผิดพลาดและช่วยให้งานไม่เกิดความล่าช้า ก่อนลงมือทำงานควรให้เวลากับการพิจารณางานนั้นอย่างรอบคอบ เป้าหมายของงานคืออะไร กลยุทธ์และวิธีการที่จะใช้เป็นอย่างไร ใช้เวลาเท่าไร คาดการณ์ปัญหาที่อาจจะเกิดไว้ล่วงหน้า รวมทั้งหาวิธีการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาให้พร้อมสรรพ โดยเราสามารถพัฒนาตนเองได้เพื่อให้การทำงานเร็วขึ้น ทำผิดน้อยลง ซึ่งหมายถึงการได้ผลงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
3.เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ สมัยนี้ต้องหูไวตาไวและพยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ อะไรที่กำลังเป็นที่สนใจของผู้คน หรือแม้แต่ข่าวสารก็ต้องติดตาม เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เรามีแนวคิดและไอเดียดีๆ มาใช้การพัฒนางาน รวมถึงองค์กรได้อย่างสร้างสรรค์ เพื่อนร่วมงานหรือผู้บังคับบัญชายังได้เห็นความสามารถที่ไม่หยุดนิ่งของเราด้วย
ลมหายใจช่วยผ่อนคลาย
เคยไหมเวลาทำงานที่ต้องใช้ความคิดบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ แรกๆ สมองอาจแล่นฉิว คิดอะไรก็ออก แต่พอนานเข้าๆ โดยที่ไม่หยุดพักหรือปรับเปลี่ยนอิริยาบถแล้วเกิดอาการปวดกล้ามเนื้อต้นคอ ไหล่ และปวดหัว แล้วคิดอะไรไม่ออก แนะนำให้ใช้ลมหายใจบำบัด โดยการนั่งเก้าอี้ วางแขนบนที่เท้าแขนหรือบนขาทั้งสองข้าง หลับตาสูดลมหายใจเข้ายาวๆ แล้วค่อยๆ ปล่อยออกมายาวๆ โดยให้จิตกำหนดลมหายใจไปด้วย 5 นาที จะรู้สึกทันทีว่าดีขึ้น สมองกระปรี้กระเปร่า คลายความปวดเมื่อย
เรื่องที่นายไม่ควรขอลูกน้อง
ปกติผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้าจะบอกจะขอลูกน้องในเรื่องงานไม่มีลูกน้องคนไหนกล้าปฏิเสธอยู่แล้ว และไม่ใช่วิสัยที่คนเป็นลูกน้องจะปฏิเสธได้ แต่ในจ๊อบส์ดีบีระบุว่าประเด็นต่อไปนี้คือสิ่งที่ลูกน้องอยากบอกกับนายว่า อย่าขอจากพวกเขาเลย
1.ขอให้ลูกน้องคนหนึ่งทำในสิ่งเดียวกับที่ขอให้อีกคนหนึ่งทำ เช่น มอบหมายงานชิ้นหนึ่งให้คนหนึ่งทำ แต่เมื่อถึงวันใกล้ส่งงานกลับกลัวว่าคนแรกจะทำไม่เสร็จ จึงมอบหมายให้คนที่สองทำแทน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อฝ่ายใดเลย
2.ขอให้ทำงานในเวลาอาหารโดยไม่มีการเลี้ยง เช่น ประชุมเช้าล่วงเลยไปถึงเวลาพักเที่ยง ในขณะที่คนอื่นๆ ได้ไปพักรับประทานอาหาร แต่ที่เข้าประชุมระดมความคิดรวบรวมไอเดียกลับไม่ได้รับการเอาใจใส่
3.ขอให้ไปร่วมกิจกรรมนอกเวลางาน เช่น ปาร์ตี้ส่วนตัว งานวันเกิด ไปตีกอล์ฟ เพราะลูกน้องย่อมอยากมีเวลาส่วนตัวบ้าง แล้วเขาจะรู้สึกเหมือนต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา และเจ้านายก็มักจะใช้คำพูดในเชิงกดดัน ทำให้เขาไม่มีทางเลือก
4.ขอให้ประเมินตัวเอง ลูกน้องฝีมือดีจะเกิดความสงสัยว่า นายไม่เห็นหรือว่าเขาทำงานดี ทำไมต้องให้ประเมินตัวเอง ขณะที่ลูกน้องด้อยความสามารถก็มักจะประเมินตัวเองดีกว่าความเป็นจริง เสียเวลาเปล่า หากต้องการทราบความคิดเห็นควรถามตรงๆ ว่าเขาต้องการให้ช่วยพัฒนาทักษะหรือส่งเสริมความก้าวหน้าในด้านไหน
5.ขอให้ประเมินเพื่อนร่วมงาน พนักงานไม่ชอบที่จะต้องวิพากษ์วิจารณ์เพื่อนร่วมงานให้นายฟัง และในขณะเดียวกันก็ไม่อยากเป็นคนที่ถูกพูดถึงด้วย หากต้องการรู้ลึกเกี่ยวกับการทำงานของลูกน้องคนไหนให้สังเกตเอง







