
‘ซันโทรี่’ควัก50ล้านหวนสู้ศึกชาเขียว
ซันโทรี่ ทุ่ม 50 ล้าน ลุยตลาดชาเขียวอีกระลอก ตัดใจถอดมิเรอิออก ส่งทีพลัส ชนอิชิตันโออิชิ แทน
ซันโทรี่ ทุ่ม 50 ล้าน ลุยตลาดชาเขียวอีกระลอก ตัดใจถอดมิเรอิออก ส่งทีพลัส ชนอิชิตันโออิชิ แทน
นายเอกพล พงศ์สถาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิปโก้ เอฟแอนด์บี ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำผลไม้ทิปโก้ เปิดเผยว่า บริษัทได้ทุ่มงบ 50 ล้านบาท เปิดตัวชาเขียวพร้อมดื่มภายใต้แบรนด์ซันโทรี่ที พลัส ลงสู่ตลาดชาเขียวมูลค่า 1.6 หมื่นล้านบาท นับว่าเป็นการกลับมารุกทำตลาดอีกครั้งของซันโทรี่ หลังจากก่อนหน้านี้ได้เปิดตัวชาเขียวมิเรอิและกำลังจะนำออกจากตลาด
ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ของซันโทรี่ต้องการเข้ามาเปิดตลาดในไทยและในอาเซียน โดยร่วมทุนกับบริษัท ทิปโก้ เมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา ซึ่งตลอดเวลาได้ทดลองเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ มาอย่างต่อเนื่อง หากสินค้าที่ไม่ได้รับการตอบรับที่ดี บริษัทจะนำสินค้าออกจากตลาดไป อาทิ ดาการะ เป็นเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์ตัวแรกที่เข้ามาทำตลาดและได้นำออกจากตลาดไปแล้ว
สำหรับซันโทรี่ ที พลัส เป็นชาเขียวอู่หลงที่ถูกพัฒนาขึ้นระหว่างทิปโก้กับซันโทรี่ การหวนกลับมาทำตลาดชาเขียวอีกครั้งของซันโทรี่ เพราะเป้าหมายของบริษัทต้องการปักธงลงตลาดชาเขียวพร้อมดื่มในไทย แม้ว่าตลาดจะมีการแข่งขันการทำโปรโมชันรุนแรง โดยได้เปิดตัวด้วยกัน 3 รสชาติ ได้แก่ รสต้นตำรับ ผสมมะนาว และปราศจากน้ำตาล ขนาด 500 มล. ราคา 20 บาท
ด้านนายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชาเขียวพร้อมดื่มอิชิตัน กล่าวว่า การมีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาในตลาดชาเขียวพร้อมดื่มถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะช่วยผลักดันให้ตลาดเติบโตมากยิ่งขึ้น จากในปีนี้คาดว่าตลาดจะเติบโต 25% มูลค่าเพิ่มจาก 1.3 หมื่นล้านบาท เป็น 1.65 หมื่นล้านบาท
ขณะที่แคมเปญ “อิชิตันทัวร์ยกแก๊งฮอกไกโด” ตอน รหัสช้อปเปรี้ยง 1 ล้านบาท ที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ยอดขายในช่วง 1 เดือน เติบโต 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเติบโตตามเป้าหมาย เพราะในช่วงที่เปิดแคมเปญตลาดกำลังเข้าสู่โลว์ซีซั่นหรือนอกฤดูกาลขาย แตกต่างจากการเปิดตัวแคมเปญหน้าร้อนที่ทำให้ยอดขายโตได้ถึง 50%
อย่างไรก็ตาม แผนปีหน้านี้ บริษัทจัดแคมเปญโปรโมชันเพียงแค่ครั้งเดียวจากในช่วงที่ผ่านมาจะจัดปีละ 2 ครั้ง เนื่องจากในปีหน้าต้องการสร้างแบรนด์มากกว่า ส่วนในปีนี้คาดว่าจะมีรายได้ 6,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าเดิมที่ตั้งไว้ 4,500 ล้านบาท และมีส่วนแบ่งทั้งปี 40% เป็นอันดับ 2 โดยมีโออิชิเป็นอันดับ 1 มีส่วนแบ่ง 42-45%







