
สื่อเพื่อการเมืองเบ่งบาน เทคโนโลยีเร็ว-กฏหมายคุมไม่ทัน
จริงๆ แล้วสื่อกับการเมืองไทยถือเป็นเครื่องมือเครื่องไม้ใช้คู่กันมาแต่อดีต ฝ่ายกุมอำนาจรัฐโดยเฉพาะรัฐบาล มักใช้สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง ดิสเครดิตฝ่ายตรงข้ามอยู่เสมอ เช่นเดียวกับสถานการณ์ขณะนี้ อย่างไรก็ตามปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว และกฎหมายที่ปรับเปลี่ยนตามไม่ทัน ทำให้ทุกฝ่ายสามารถลงทุนสร้างสื่อขึ้นมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อทำร้ายซึ่งกันและกัน และแนวโน้มดังกล่าวกำลังทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น
ชาลอต โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดีย สตูดิโอ ในฐานะผู้ที่อยู่ในวงการบันเทิง เห็นแนวโน้มดังกล่าวและมองว่าจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต เพราะหากมองในแง่การตลาด ทีวีดาวเทียมกลายเป็นสิ่งที่ทุกบ้านต้องการมี เพื่อเปลี่ยนการรับชมรายการผ่านเสาก้างปลาที่มีช่องจำกัด มาสู่ระบบจานดาวเทียมและเคเบิลทีวีที่มีจำนวนช่องมากขึ้นและรับชมได้ชัดเจน ที่สำคัญเข้าถึงประชาชนโดยตรง
มีนักการเมืองบางคนที่เห็นความสำคัญของสื่อนี้ แทนที่จะใช้วิธีจ่ายเงินชื่อเสียงโดยตรง ก็ใช้วิธีการแจกจานดาวเทียม ซึ่งเสมือนการซื้อเสียงอย่างหนึ่ง นอกจากจะได้คะแนนแล้ว ยังได้ภาพลักษณ์ที่ดี จากการที่นักการเมืองผลิตช่องรายการขึ้นมา 1 ช่อง และใช้สื่อนี้เป็นเครื่องมือในทางการเมืองของตัวเอง ทั้งประชาสัมพันธ์โครงการดังกล่าวและทำลายฝ่ายตรงข้าม
“
สิ่งสำคัญ คือ ตอนนี้ไม่มีกฎหมายกำกับดูแลทีวีดาวเทียมที่ชัดเจน ใครจะขึ้น ก็ขึ้นได้ ต้นทุนก็ไม่มาก หากจะดูว่าผิด พ.ร.บ.เลือกตั้งหรือไม่ ที่ผ่านมาแม้จะมีกฎหมายกำหนดไว้ แต่ก็หาวิธีหลีกเลี่ยงกฎหมายกันได้ตลอด” ชาลอต กล่าวสำหรับผลกระทบในแง่ธุรกิจ ชาลอต กล่าวว่า ไม่มีผลกระทบ กลับยิ่งทำให้ธุรกิจขายจานดาวเทียมดีขึ้น ขณะเดียวกันผู้ผลิตคอนเทนต์เป็นที่ต้องการมากขึ้นเช่นเดียวกัน จึงมีมืออาชีพเข้ามาเป็นผู้ผลิตรายการในทีวีดาวเทียม ซึ่งหวังผลทางธุรกิจเป็นหลัก ขณะเดียวกันผู้ลงทุนจะได้ผลทางการเมืองตามมา
สอดคล้องกับ มานพ โตการค้า กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอพีเอ็ม ผู้ผลิตจานดาวเทียม
“จานส้ม” กล่าวว่า ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมามีนักการเมืองพรรคหนึ่งได้ซื้อจานดาวเทียมราคาถูกไม่เกิน 2,000 บาท แจกจ่ายให้ประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน เพื่อรับชมช่องรายการพีเพิล แชนแนล โดยอยู่ในหลักประมาณหมื่นจานต่อเดือนขณะที่ยอดขายจานดาวเทียมโดยรวมก็เพิ่มขึ้นด้วย โดยจานส้มของไอพีเอ็มเพิ่มขึ้นเท่าตัวในเดือน ก.พ.มี.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากประชาชนต้องการรับข้อมูลข่าวสารผ่านช่องรายการข่าวทั้งพีเพิล แชนแนล รวมถึงช่องข่าวอื่นๆ ซึ่งระบบของจานส้มมีช่องรายการประเภทนี้ครบเกือบทุกรายการ คาดว่าตลาดจานดาวเทียมทั้งประเทศในปีนี้จะเพิ่มขึ้นราว 23 ล้านจาน จากปัจจุบันที่รวมทุกระบบมีเกือบ 10 ล้านจาน
ทั้งนี้ สื่อที่ถือเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่สำคัญอีกประเภทหนึ่ง คือ วิทยุชุมชน ซึ่งข้อมูลจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) มีวิทยุชุมชนทั่วประเทศ 6,0007,000 สถานี
ต่อพงศ์ เสลานนท์ ประธานอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ กทช. กล่าวว่า สัดส่วนวิทยุชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการเมืองมีไม่มาก อยู่ในหลักประมาณไม่เกิน 100 สถานี แต่วิทยุเหล่านี้จะกระจายตัวเข้าถึงประชาชนจำนวนมากและมีอิทธิพลทางความคิด เพราะส่วนหนึ่งผู้ฟังต้องการฟังเนื้อหาที่วิทยุเหล่านี้นำเสนอ เมื่อฟังบ่อยๆ ก็ถูกปลุกเร้าได้ง่าย
ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน รัฐบาลดำเนินการภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อำนาจควบคุมวิทยุการเมืองหรือทีวีการเมือง จึงอยู่ที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. เป็นหลัก โดยตัวแทนของ กทช. เข้าไปเป็นผู้ให้ข้อมูล ให้คำปรึกษา ให้คำตอบที่เกี่ยวกับวิทยุต่างๆ ที่มีอยู่ทั้งเชิงเทคนิคและเนื้อหาตามข้อกฎหมาย ซึ่งขณะนี้ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ในภาวะปกติได้
อย่างไรก็ตาม กทช. ได้ออกแบบการแก้ปัญหาในระยะยาว โดยยึดหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ควบคู่กันไป โดยหลักการคือให้ความรู้ อบรม ทำงานใกล้ชิดระหว่างองค์กรกำกับดูแลและผู้ให้บริการ ในเชิงเทคนิควิทยุชุมชนมีปัญหาสำคัญ คือ การรบกวนวิทยุคลื่นหลัก ซึ่งจะร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเข้าไปดูแล สุดท้ายคือ การบังคับใช้กฎหมาย หากมีการกระทำผิดซ้ำ เริ่มตั้งตักเตือน พักใช้ และเพิกถอน
สิ่งที่ประธานอนุกรรมการ กทช. เป็นห่วงมากขึ้นไปอีก คือ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่จะก้าวสู่ดิจิตอล ที่ทีวีช่องหลักที่มีอยู่จะสามารถแตกตัวออกอากาศบนความถี่เดิมที่บีบสัญญาณได้ 410 ช่อง แต่สำหรับวิทยุจะมีจำนวนมหาศาล ทำให้เกิดช่องว่างมากมายระหว่างผู้รับและผู้ส่งสาร โดยมีเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ ซึ่งการแก้ปัญหาแบบเดิม คือ สั่งปิดไม่สามารถทำได้
“
วิธีที่ดีที่สุด คือ ให้ความจริงปรากฏทุกด้าน เพื่อยกระดับความรู้ของประชาชน อย่าใช้สื่อเป็นเครื่องมือตอบโต้ซึ่งกันและกัน สุดท้ายจะไม่ช่วยแก้ปัญหาและทำให้สื่อกลับสู่วังวนเดิม” ต่อพงศ์ กล่าว






