
เฟดคงดอกเบี้ย...รักษาโมเมนตัมเศรษฐกิจสหรัฐ
8...ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
ในการประชุมรอบที่ 3 ของปีในวันที่ 2728 เม.ย. 2553 คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (Federal Open Market Committee : FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด คงจะมีมติให้ยืนอัตราดอกเบี้ยเฟดฟันด์ (Fed Funds) ไว้ที่กรอบ 0.000.25% ตามเดิม
โดยในแถลงการณ์หลังการประชุม เฟดน่าจะระบุถึงมุมมองในเชิงที่เป็นบวกมากขึ้นต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินสหรัฐ หลังเครื่องชี้ที่สำคัญในระยะหลังเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เพื่อรักษาโมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยผ่อนคลายของเฟดน่าจะยังมีความจำเป็นอยู่ ภายใต้ภาวะที่แรงกดดันเงินเฟ้อยังเอื้อให้เฟดสามารถดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำเช่นปัจจุบันต่อไปได้อีกอย่างน้อยก็เกือบตลอดระยะที่เหลือของปีนี้
แม้การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดน่าจะเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ ประกอบกับมีโอกาสสูงที่เฟดจะไม่ถอดถอนถ้อยแถลงที่ระบุว่า
“สภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจน่าที่จะยังเอื้อให้อัตราดอกเบี้ยยืนที่ระดับต่ำต่อไปอีกระยะหนึ่ง” แต่ตลาดก็คงจะจับตาแถลงการณ์หลังการประชุมที่จะบ่งชี้ว่าเฟดมีมุมมองต่อเศรษฐกิจในเชิงบวกมากน้อยเพียงใดรวมถึงจะมีสัญญาณที่บ่งชี้ถึงจังหวะการถอยออกจากการดำเนินนโยบายผ่อนคลายหรือไม่ และอย่างไร ขณะที่สัญญาอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้าล่าสุด บ่งชี้ว่า ตลาดคาดการณ์ด้วยความเป็นไปได้ประมาณ 70% ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟดฟันด์ ในการประชุมเดือน พ.ย. 2553 และเกือบ 80% สำหรับในการประชุมรอบสุดท้ายของปี
สำหรับผลการประชุมนโยบายอัตราดอกเบี้ยของเฟดต่อการดำเนินนโยบายการเงินของไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า คงจะมีจำกัด เนื่องจากการพิจารณานโยบายอัตราดอกเบี้ยของทางการไทย คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะให้น้ำหนักกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลักมากกว่า
อย่างไรก็ตาม การคงอัตราดอกเบี้ยโดยอาจจะไม่ปรับเปลี่ยนจนกระทั่งในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีของเฟด ในขณะที่ธนาคารกลางเอเชียนำร่องคุมเข้มนโยบายการเงินและยังมีแนวโน้มดำเนินการเพิ่มเติมในระยะที่เหลือของปีนี้ เพื่อชะลอความร้อนแรงและหลีกเลี่ยงภาวะฟองสบู่ของเศรษฐกิจ
แนวโน้มดังกล่าวคงจะมีผลต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ และเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้ค่าเงินในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่มีแนวโน้มขยับแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งค่าเงินบาทของไทยก็น่าจะได้รับอานิสงส์ดังกล่าวด้วย ถึงแม้ว่าสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในประเทศอาจจะกดดันให้เงินบาทฉีกตัวหรือแข็งค่าในอัตราที่น้อยกว่าการแข็งค่าของสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค รวมทั้งอาจทำให้เงินบาทมีช่วงของการเคลื่อนไหวที่ผันผวนกว้างขึ้นก็ตาม







