
ผลกระทบต่อธุรกิจของพรบ.ร่วมทุนฯโมฆะหรือไม่ผูกพัน
.....กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์
เรามาดูกันในเรื่องสัญญาทางแพ่งกับ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ กันต่อนะครับ วันนี้ผมนำเรื่องการเยียวยาความเสียหายมาอรรถาธิบาย
4.แนวทางการเยียวยาความเสียหายของเอกชนหากสัญญาถูกยกเลิก กรณีเป็นสัญญาทางปกครอง
หลักความรับผิดทางกฎหมายปกครอง : การเยียวยาของคู่สัญญา
โดยหลักกฎหมายปกครองนั้น หากเป็นความผิดทางปกครองโดยรัฐ รัฐบาลก็ต้องรับผิดต่อเอกชนผู้สุจริตในฐานละเมิดทางปกครองและความรับผิดอื่นตามหลักกฎหมาย รวมทั้งต้องชำระค่าเสียหายให้แก่เอกชนผู้สุจริต การกระทำของรัฐที่เป็นการละเมิดทางปกครอง รัฐจะต้องรับผิดชดใช้ในทางปกครองและในทางละเมิดให้กับคู่สัญญาโดยสุจริต เช่น คู่สัญญาที่เข้าทำสัญญาด้วยความสุจริตว่าสัญญาดังกล่าวไม่ต้องเข้าตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เพราะคู่สัญญาภาครัฐบอกไว้ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย อันเป็นการตีความภาครัฐเอง ต่อมาภายหลังรัฐหรือหน่วยงานอื่นเห็นว่าต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ แล้ว เอกชนจะทราบเรื่องได้อย่างไร จึงควรถือว่าเมื่อเกิดจากการกระทำความผิดของภาครัฐด้วย ภาครัฐจึงต้องรับผิดชอบในฐานะความรับผิดละเมิดทางปกครอง แต่บางแนวคิดก็เห็นว่าเอกชนจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ เมื่อผิดกฎหมาย ก็ต้องถือว่าไม่สุจริตแล้ว ศาลก็ไม่ควรบังคับให้รัฐต้องรับผิดชอบ ซึ่งจะเป็นปัญหากับผู้ทำสัญญากับภาครัฐอย่างมาก
ขอให้ผู้อ่านดูแนวทางการเยียวยาตามหลักกฎหมายความรับผิดทางปกครองในรายละเอียดเมื่อคดีมาสู่ศาลปกครอง
4.1 ละเมิด
ในกรณีที่เอกชนเสียหายจากสัญญาทางปกครอง เอกชนย่อมมีสิทธิฟ้องให้หน่วยงานของรัฐรับผิดต่อการที่เจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ อันเป็นการละเลยหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติในมูลละเมิดได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่กำหนดว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
4.2 การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย
เอกชนที่เสียหายจากการที่รัฐละเลยไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ อาจฟ้องร้องโดยอาศัยมูลละเมิด โดยต้องฟ้องภายในกำหนดระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดี โดยในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากสัญญาเข้าร่วมงานฯ อันมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง แต่ทั้งนี้จะต้องพิจารณาด้วยว่าสัญญาเข้าร่วมงานฯ ที่ทำขึ้นนั้นเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการด้วยหรือไม่ โดยมีตัวอย่างคำสั่งศาลปกครองสูงสุดในคดีที่ไอทีวีเรียกร้องค่าเสียหายจาก สปน. และในคดีที่ สปน. เรียกค่าเสียหายหายไอทีวี 2 กรณีดังนี้
(1) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติเป็นคดีที่ไอทีวีฟ้อง สปน. (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 681/2550)
การที่ สปน. และสำนักนายกฯ มิได้นำร่างแก้ไขสัญญาเข้าร่วมงานฯ เสนอคณะรัฐมนตรีตามขั้นตอนที่ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ กำหนด เป็นเหตุให้ศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ อันทำให้ไอทีวีได้รับความเสียหาย ถือเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ ซึ่งการฟ้องคดีตามมาตรานี้จะต้องยื่นฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดี ตามมาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ
ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า ไอทีวีย่อมทราบตั้งแต่การประกาศเชิญชวนเอกชนเข้าร่วมงานฯ มาตั้งแต่ต้นแล้วว่า โครงการนี้จะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ดังนั้นไอทีวีจึงไม่อาจอ้างได้ว่าไอทีวีได้ลงนามในสัญญาเข้าร่วมงานฯ โดยไม่รู้ว่ามีบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว และไม่รู้ว่าร่างสัญญาเข้าร่วมงานฯ ที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อ 5 วรรคสี่ มิได้มีการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาก่อนลงนาม เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2538 ซึ่งเป็นวันที่ไอทีวีลงนามในสัญญาดังกล่าว จึงถือได้ว่าวันที่ 3 ก.ค. 2538 เป็นต้นไปเป็นวันที่ไอทีวีรู้หรือควรรู้เหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไอทีวีก็มิได้ดำเนินการเพื่อให้ได้รับการแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนโดยการร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ ภายใน 90 วัน และทั้งมิได้ใช้สิทธิทางศาลโดยการยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมภายในอายุความหนึ่งปี ตามมาตรา 448 แห่ง ปพพ.
การที่ไอทีวีนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2550 จึงเป็นการนำคดีที่ครบกำหนดอายุความฟ้องร้องก่อนศาลปกครองเปิดทำการมาฟ้องต่อศาลปกครอง อีกทั้งคดีนี้มิใช่คดีเกี่ยวกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะหรือสถานะของบุคคลที่จะยื่นฟ้องคดีเมื่อใดก็ได้ และมิได้เป็นการยื่นฟ้องคดีเพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวมหรือมีเหตุจำเป็นอื่นที่ศาลจะรับไว้พิจารณา ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องกับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ







