
หนุนใช้ยางพาราเพิ่ม
ดันอุตฯแปรรูปลดสัดส่วนส่งออกสร้างเสถียรภาพราคาสานฝันขึ้นฮับ
ดันอุตฯแปรรูปลดสัดส่วนส่งออกสร้างเสถียรภาพราคาสานฝันขึ้นฮับ
แนะไทยเพิ่มใช้ยางในประเทศเป็น 20% ดันมูลค่าอุตฯ แปรรูป สร้างเสถียรภาพราคา สู่ฝันฮับอาเซียน
นายอัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยในการสัมมนาเรื่อง “อนาคตอุตสาหกรรมยางพาราไทยกับการเป็นศูนย์กลางยางพาราอาเซียน” ว่า หากต้องการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางยางพารา จำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนการใช้ยางพาราในประเทศเป็น 20% ภายใน 5 ปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 13% ส่วนที่เหลือเป็นการส่งออก ซึ่งทำให้ไทยไม่สามารถเป็นผู้กำหนดราคายางพาราได้ เนื่องจากราคาขึ้นอยู่กับความต้องการซื้อของประเทศผู้นำเข้า
ขณะเดียวกันไทยต้องเร่งส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตยางในอุตสาหกรรมแปรรูปด้วยการใช้มาตรการทางภาษี ทั้งนี้ หากสามารถเพิ่มปริมาณการใช้ในประเทศและเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมปลายน้ำเป็น 78 แสนล้านบาท จากปัจจุบันที่ 45 แสนล้านบาท จะทำให้ราคายางมีเสถียรภาพมากขึ้น และเพิ่มสัดส่วนมูลค่าอุตสาหกรรมทั้งระบบจากปัจจุบัน 1.7ล้านล้านบาท เป็น 2.3 ล้านล้านบาท ภายใน 5 ปี
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยางพาราจะต้องดำเนินการในหลายประเด็น เช่น ตั้งคณะกรรมการเพื่อดูแลการลดต้นทุนการปลูกยางพาราของเกษตรกร การปรับปรุงกฎหมายสงเคราะห์การทำสวนยาง รวมถึงการจัดเก็บเงินสงเคราะห์การยาง หรือเงินเซส
พร้อมกันนี้ต้องติดตามการเพิ่มผลผลิตของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา พม่า และจีน ที่คาดว่าในปี 2558 จะมีพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก 18 ล้านไร่ และการจัดทำโซนนิงส่งเสริมการตั้งโรงงานแปรรูป
นายวรเทพ วงศาสุทธิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์ คอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย) กล่าวว่า ไทยต้องมีตลาดยางพารา 3 ตลาด ได้แก่ ตลาดพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรกำหนดราคาเอง ตลาดสปอตหรือตลาดซื้อขายรายวัน และตลาดซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งจะช่วยทำให้ราคายางมีเสถียรภาพและไม่ต้องอ้างอิงราคาต่างประเทศ







