
คงยากที่จะมีการปรับตัวขึ้นผ่าน 1,450 จุด?
สัปดาห์นี้ต้องเข้ามากล่าวเรื่องตลาดหุ้นก่อน เพราะการปรับตัวขึ้นแรงที่เกิดขึ้นในระยะสัปดาห์ที่ผ่านมา น่าจะเป็นเรื่องที่ควรจะกล่าวถึงมากพอควร แม้โดยส่วนตัวแล้วไม่ค่อยประหลาดใจเพราะเคยคาดไว้อยู่แล้วว่า ตลาดหุ้นไทยน่าจะมีการฟื้นตัว แต่ต้องบอกว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาถึงเพดานเกิน 1,400 จุดขึ้นไป ถือว่าแรงพอสมควร คือ กรณีพิจารณาก่อนการลงเที่ยวล่าสุดที่ Set Index 1,4001,450 เพราะฉะนั้นการกลับมานี้เหมือนกลับมาที่เดิม ความสำคัญที่ต้องมาพิจารณาก็คือ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุนที่มีนัยสำคัญคืออะไร
สัปดาห์นี้ต้องเข้ามากล่าวเรื่องตลาดหุ้นก่อน เพราะการปรับตัวขึ้นแรงที่เกิดขึ้นในระยะสัปดาห์ที่ผ่านมา น่าจะเป็นเรื่องที่ควรจะกล่าวถึงมากพอควร แม้โดยส่วนตัวแล้วไม่ค่อยประหลาดใจเพราะเคยคาดไว้อยู่แล้วว่า ตลาดหุ้นไทยน่าจะมีการฟื้นตัว แต่ต้องบอกว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาถึงเพดานเกิน 1,400 จุดขึ้นไป ถือว่าแรงพอสมควร คือ กรณีพิจารณาก่อนการลงเที่ยวล่าสุดที่ Set Index 1,4001,450 เพราะฉะนั้นการกลับมานี้เหมือนกลับมาที่เดิม ความสำคัญที่ต้องมาพิจารณาก็คือ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุนที่มีนัยสำคัญคืออะไร
คำตอบก็คือ หนึ่ง เรื่อง QE ของสหรัฐ และสอง ภาวะสงครามในซีเรีย เพราะฉะนั้นปมของการคลี่คลายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าเรื่องของการยังไม่ลดการอัดฉีดลง (คาดการณ์) ในการประชุม FOMC ในวันที่ 18 ที่จะถึง อีกทั้งประเด็นของซีเรียคลี่คลายลงอย่างมาก แต่สิ่งที่จะนำมาวิเคราะห์และคาดการณ์ในบทความฉบับนี้ก็คือ ทิศทางจะเป็นอย่างไรต่อไป?
ซึ่งกรณีที่ต้องมาพิจารณากันก็คือ การรับรู้ข่าวในเชิงบวก ทั้งสองประเด็นน่าจะเพียงพอสำหรับการดีดกลับของ Set Index ที่มีการปรับตัวขึ้นมาเพราะค่าของ P/E หรือแรงจูงใจของการกลับมาซื้อใหม่ของนักลงทุนต่างประเทศในการวิ่งเกินตัวเลข 1,450 น่าจะมีน้อยลง ซึ่งสิ่งที่ต้องยอมรับว่ากรณีมองไปข้างหน้าในช่วงปลายไตรมาส 3 จนถึงไตรมาส 4 ปัจจัยบวกที่จะหนุนนำให้ราคาตลาดของหุ้นวิ่งกว่านี้ไม่ง่าย เพราะในแง่ของการคาดการณ์ GDP แนวโน้มในปี 2556 ก็น่าจะออกมาไม่เกิน 4% ซึ่งแน่นอนว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนในครึ่งปีหลังน่าจะสู้ครึ่งปีแรกไม่ได้ แปลว่า P/E ณ ปัจจุบันที่ประมาณ 14 เท่า
เหตุผลในการปรับตัวขึ้นกว่านี้มีน้อยมาก อีกทั้งกรณีมองถึงทิศทางของปริมาณเงิน ต้องบอกว่า ภาพใหญ่ของการลดระดับ QE ลงของสหรัฐ แม้ไม่ได้เกิดขึ้นทันที ตั้งแต่ ก.ย. แต่ต้องยอมรับว่า ณ จุดนี้ธงใหญ่ในที่สุดแล้ว QE ต้องหมดไป เพราะอุปสงค์เทียมที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2009 น่าจะเริ่มลดลง ซึ่งอาจจะมีข้อมูลที่โต้แย้งว่าเม็ดเงินที่เข้าสู่ตลาดหุ้นไทยจริงๆ มีน้อย เพราะฉะนั้นการไหลกลับก็อาจจะไม่มาก แต่สิ่งที่ต้องดูในการมองผลกระทบต่อราคาหุ้น ครึ่งหนึ่งอาจจะเป็นเรื่องของเหตุผลจริงๆ แต่อีกครึ่งหนึ่งอาจจะเกิดมาจากจิตวิทยาการลงทุน เพราะฉะนั้นแรงความคาดหวังของนักลงทุนในตลาดหุ้นน่าจะเป็นประเด็นสำคัญ กล่าวคือ กรณีนักลงทุนในตลาดหุ้นเชื่ออยู่แล้วว่า อุปสงค์เทียมจาก QE น่าจะหมดไป แรงส่งจากประเด็นดังกล่าวน่าจะเริ่มหมดลง
ประเมินการเคลื่อนไหวรายกลุ่มอุตสาหกรรมในระยะสั้น กลุ่มที่มีผลต่อการคำนวณ Set Index หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ 3 กลุ่มหลัก คือ ธนาคารพาณิชย์ ICT และกลุ่มพลังงาน ตัวแปรของ 3 กลุ่มหลัก ที่จะทำให้การคาดการณ์ของ Set Index ที่ประเมินว่า ไม่น่าจะมีการผ่าน 1,450 จุด ก็คือ กลุ่มพลังงาน เนื่องจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์และกลุ่ม ICT นอกจากราคาตลาดที่จะมีการเคลื่อนไหวสอดคล้องกับ Set Index แล้วนั้น การเติบโตของผลการดำเนินงานยังไปตามภาวะเศรษฐกิจ
แปลว่า กรณีเศรษฐกิจที่ประเมินไว้น่าจะแย่กว่าเดิม ก็น่าจะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงาน แต่สำหรับในกลุ่มพลังงาน ตัวแปรจะอยู่ที่ราคาน้ำมันซึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งอ้างอิงกับตลาดโลก แปลง่ายก็ในกลุ่มใหญ่ที่มีผลต่อ Set Index กรณีที่จะทำให้ Set Index ขับเคลื่อนสูงกว่าที่เราคาดการณ์ก็คือ หุ้นกลุ่มพลังงาน
บทสรุป ของแนวคิดในบทความสัปดาห์นี้ก็คือ เป็นแนวคิดที่ตอกย้ำการดีดกลับของตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันว่า จุดสูงสุดของ Set Index ในการวิ่งรอบนี้ ควรจะอยู่ที่ตัวเลขไม่เกิน 1,450 จุด







