
ภาคการเงินไทยตั้งรับสหรัฐล่าภาษี
อีก 10 เดือนจากนี้ สถาบันการเงินไทยและหน่วยงานภาครัฐต้องปรับตัวรับมือกฎหมาย FATCA
โดย...จตุพล สันตะกิจ
อีก 10 เดือนจากนี้ สถาบันการเงินไทยและหน่วยงานภาครัฐต้องปรับตัวรับมือกฎหมาย FATCA (Foreign Account Tax Compliance Act) ของสหรัฐ ที่จะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ก.ค.ปีหน้า
ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาสมาคมธนาคารไทยเรียกร้องให้รัฐบาลเจรจากับสหรัฐเกี่ยวกับกฎหมาย FATCA กระทั่งวันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้กระทรวงการคลังร่วมการเจรจาความตกลงว่าด้วยการปฏิบัติตามกฎหมาย FATCA ระหว่างไทยและสหรัฐแล้ว และเสนอสภาเห็นชอบปลายปีนี้
“กฎหมาย FATCA ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องใหญ่ที่ผลกระทบรุนแรง เมื่อสหรัฐเขาเห็นว่าคนของเขาหรือบริษัทใหญ่ๆ ของเลี่ยงภาษี โดยไปทำธุรกิจในต่างประเทศ เงินภาษีที่สหรัฐควรจะได้แต่ไม่ได้ สหรัฐจึงออกกฎหมายมาบังคับให้คนสหรัฐและบริษัทสหรัฐในต่างประเทศที่มีเงินต้องเสียภาษี” ธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าว
จึงเป็นที่มาของกฎหมาย FATCA ที่กำหนดสถาบันการเงินในประเทศต่างๆ ต้องจัดทำข้อมูลทางบัญชี ธุรกรรมทางการเงิน และเงินได้ของผู้มีรายได้ ซึ่งมีสัญชาติสหรัฐในสถาบันการเงินนั้นๆ ส่งให้กรมสรรพากรของสหรัฐ (ISR)
หากสถาบันการเงินใดที่มีเงินได้ภายใต้ระบบภาษีของประเทศสหรัฐ หรือในประเทศที่มีความตกลง FATCA กับสหรัฐ ไม่ปฏิบัติตามจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 30% ของเงินได้ทันที
แม้ว่าในช่วงแรกๆ หลายประเทศจะไม่ให้ความร่วมมือกับสหรัฐ แต่เมื่อการทำธุรกรรมการเงินล้วนแล้วต้องผ่านสถาบันการเงินสหรัฐแทบทั้งสิ้น ส่งผลให้ปัจจุบันมีประเทศที่ทำความตกลง FATCA กับสหรัฐแล้ว 9 ประเทศ และอยู่ระหว่างการเจรจา 80 ประเทศ ประเทศในเอเชียที่อยู่ระหว่างการเจรจา ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย จีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ส่วนญี่ปุ่นลงนามแล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายยังไม่มีผลบังคับ แต่สถาบันการเงินของไทยมีการปรับตัวกันบ้างแล้ว
ธวัชชัย กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารหลายแห่งสอบถามลูกค้าใหม่ที่มาฝากเงินหรือนำเงินมาลงทุนว่ามีสัญชาติสหรัฐหรือไม่ หากมีสัญชาติสหรัฐบางธนาคารจะปฏิเสธไม่รับฝากเงิน เนื่องจากมีภาระเพิ่มขึ้น เช่น ลงทุนระบบคอมพิวเตอร์สืบค้นข้อมูลเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท มีขั้นตอนต่างๆ ที่เป็นต้นทุน ทั้งการจัดส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรสหรัฐ ตลอดจนมีข้อติดขัดเรื่องการเปิดเผยข้อมูลของลูกค้าให้บุคคลที่ 3
ขณะที่ขอบเขตกฎหมาย FATCA ครอบคลุมการทำธุรกรรมการเงินของคนสัญชาติสหรัฐที่กว้างมากและเกี่ยวข้องกับธุรกรรมการเงินทุกประเภทที่มีผลตอบแทน เช่น เงินฝาก เงินลงทุนในกองทุนฯ กรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีผลตอบแทน การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ และการลงทุนในตราสารหนี้ตลอดจนพันธบัตรรัฐบาล
“ตอนนี้ธนาคารหลายแห่งเริ่มไม่รับลูกค้าใหม่ ที่มีสัญชาติสหรัฐ ส่วนลูกค้าเก่าก็ต้องมีการเตรียมการ หากกฎหมายมีผลบังคับ เช่น ขอให้ลูกค้ายินยอมเปิดเผยข้อมูล หากไม่ยินยอมก็ต้องปิดบัญชีหรือยกเลิกการทำธุรกรรม” นายธวัชชัย กล่าว
ธวัชชัย มองว่า กฎหมาย FATCA ยังส่งผลกระทบในอีกรูปแบบหนึ่ง คือ ประเทศในยุโรป เช่น เยอรมนีมีแนวคิดที่จะออกกฎหมายลักษณะนี้เช่นกัน ซึ่งจะส่งผลกระทบลามเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลก
ขณะที่ ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า ธนาคารยังไม่ปฏิเสธที่จะรับลูกค้าสัญชาติสหรัฐ แต่คาดว่าผลกระทบจากกฎหมาย FATCA จะมีไม่มาก เพราะลูกค้าของระบบสถาบันการเงินไทยจะอยู่ในเอเชียและอาเซียนมากกว่า ส่วนคนสัญชาติสหรัฐหรือบริษัทสหรัฐมีไม่มาก ขณะที่ประเทศที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดน่าจะเป็นประเทศในกลุ่มที่เป็นศูนย์กลางการเงินโลก เช่น ฮ่องกงและสิงคโปร์ และขณะนี้ธนาคารที่มีสาขาไม่มากในสิงคโปร์ปฏิเสธที่จะรับลูกค้าใหม่ที่มีสัญชาติสหรัฐแล้ว หรือกรณีที่ลูกค้าไม่ยอมให้ข้อมูลก็ต้องปิดบัญชีกับเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม ในส่วนท่าทีของระบบสถาบันการเงินไทยนั้น ขณะนี้คงต้องยึดแนวทางของสมาคมธนาคารเป็นหลักและผลการเจรจาระหว่างรัฐบาลและสหรัฐว่าจะกำหนดกติกาการดำเนินการอย่างไร







