
จี้ธุรกิจลดสิ้นเปลือง
‘สุรินทร์’แนะไทยเพิ่มขีดความสามารถพร้อมดูแลพลังงานสิ่งแวดล้อม
‘สุรินทร์’แนะไทยเพิ่มขีดความสามารถพร้อมดูแลพลังงานสิ่งแวดล้อม
อดีตเลขาฯ อาเซียน แนะไทยลดสิ้นเปลืองทุกขั้นตอน เพิ่มขีดความสามารถ ควบคู่ดูแลพลังงานสิ่งแวดล้อม
นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน เปิดเผยว่า ในการก้าวสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรวมตัวตามกระแสโลกาภิวัตน์นั้น ภาคธุรกิจที่จะอยู่รอดได้จำเป็นต้องแข่งขันกันเรื่องต้นทุนทุกขั้นตอน ต้องวางแผนอย่างละเอียด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและเติบโตไปเป็นธุรกิจที่ยั่งยืน
“ธุรกิจยุคหลังจากนี้ตัวเลขแค่ทศนิยมเดียวก็พลาดไม่ได้ สมมติเคยมีของเสียจากภาคการผลิตในการผลิตปลากระป๋องจำนวนมาก ต่อไปต้องหาวิธีให้ของเสียนั้นเกิดประโยชน์เพิ่มเติม เช่น นำไปทำเป็นอาหารสัตว์ ก็จะลดความสิ้นเปลืองที่เคยมีลงไป” นายสุรินทร์ กล่าว
ทั้งนี้ ภาคธุรกิจยังต้องให้ความสำคัญกับการดูแลทรัพยากรและรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะอาเซียนและโลกในขณะนี้ไม่เหมือนเดิม ทรัพยากรทุกอย่างมีอยู่อย่างจำกัด ความสุรุ่ยสุร่ายของใครหนึ่งคนย่อมส่งผลกระทบต่อคนอื่นด้วย
ขณะที่ไทยก็ต้องปรับตัวด้านพลังงานเช่นเดียวกัน หากไม่รีบปรับตัวเข้าหาพลังงานทางเลือกหรือพลังงานทดแทนซึ่งถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของชาติ ย่อมแข่งขันได้ลำบาก
นอกจากนี้ ไทยยังต้องสร้างวัฒนธรรมการวิจัยในองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้มากขึ้น ไม่มีประเทศใดที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ถ้าไม่ค้นคว้าวิจัยนวัตกรรมของตัวเอง โรงงานต่างๆในไทยอาจเป็นได้เพียงโรงงานรับผลิตเท่านั้น
สำหรับประเทศที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ บรูไน และมาเลเซีย โดยเฉพาะสิงคโปร์นั้นให้ความสำคัญอย่างมากกับทั้งเรื่องอากาศและน้ำ เพราะไม่มีทรัพยากรเหมือนประเทศอื่น ส่วนลาวก็มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นเรื่องการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย เพื่อให้เกิดการพัฒนาแต่ไม่ทำลายทรัพยากร ไทยจึงต้องเร่งปรับตัวให้เร็วก่อนที่โอกาสกลับตัวจะน้อยลงกว่านี้
อีกปัญหาสำคัญของไทย คือ ความโปร่งใส ต่างชาติเข้ามาไทยแต่ละครั้งพบว่าต้องเสียต้นทุนเกี่ยวกับคอร์รัปชั่นในไทยประมาณ 30% ทำให้การลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศ (เอฟดีไอ) ที่เข้ามายังอาเซียนปีละกว่า 1.54 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จึงไม่มาที่ไทย แต่ไปประเทศอื่นก่อน
นายสุรินทร์ กล่าวด้วยว่า เมื่อชาวต่างชาติเข้ามาลงทุน เกือบทั้ง 100% เลือกที่จะทำงานกับภาคเอกชนด้วยกัน มากกว่าขอสัมปทานทำอะไรเอง เพราะรู้ว่าจะต้องมีเรื่องเงินอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งการแก้ปัญหา ภาครัฐต้องเป็นผู้เริ่มต้นวางกรอบให้เอกชนเดินตาม จากนั้นต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นภายใต้แบรนด์ประเทศไทย







