
BJCลุยซื้อค้าปลีกอาเซียน
ตั้งเป้ารายได้ต่างประเทศ5ปีหน้า50%TKโอดเศรษฐกิจหดกดกำไรชะลอ
ตั้งเป้ารายได้ต่างประเทศ5ปีหน้า50%TKโอดเศรษฐกิจหดกดกำไรชะลอ
BJC จ่อปิดดีลซื้อกิจการค้าปลีกอาเซียนอีก 2 รายการด้าน TK จ่อบุกธุรกิจเช่าซื้ออาเซียนยันปีนี้โตต่ำ
นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) เปิดเผยว่า บริษัทยังมีแผนที่จะเข้าซื้อกิจการต่อเนื่องในธุรกิจค้าปลีกต่างประเทศอีก 1 กิจการ ในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งยังต้องใช้เวลาในการเจรจา หลังจากในช่วงต้นปีที่ผ่านมาได้ปิดการเข้าซื้อกิจการไปแล้ว จำนวน 2 กิจการ โดยใช้งบลงทุนราว 1,000-2,000 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทตั้งลงทุนรวมต่อปีไว้ที่ประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงบลงทุนปกติราว 4,000 ล้านบาท โดยที่เหลือเป็นการใช้เข้าซื้อกิจการ
นอกจากนี้ ยังมีการเจรจาร่วมทุนในธุรกิจอุตสาหกรรมในพม่าอีก 1 กิจการ โดยเป็นรูปแบบการเข้าลงทุนใหม่ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปการลงทุนภายในไตรมาส 4 นี้
สำหรับแผนการเข้าซื้อกิจการต่างประเทศเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนในช่วง 5 ปีข้างหน้าที่ต้องการเพิ่มส่วนรายได้จากต่างประเทศเป็น 50% จากปัจจุบันที่มีประมาณเกือบ 20% ของรายได้รวมโดยที่เหลือเป็นสัดส่วนรายได้ที่มาจากในประเทศ
“การเข้าซื้อกิจการ ทำให้สัดส่วนรายได้ต่างประเทศเพิ่มเร็วขึ้น แต่ละรายการที่เข้าซื้อต้องใช้พลังเยอะกว่าเพื่อให้ธุรกิจเดินได้และต้องมีความเชื่อมโยงของธุรกิจ ส่วนรายละเอียดยังบอกมากไม่ได้”
ปีนี้บริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโต ประมาณ 15-20% จากปีก่อนที่มียอดขาย 3.7 หมื่นล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีแรกสามารถทำยอดขาย เติบโต 15.4% แม้ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมาจะเห็นสัญญาณการชะลอตัวของกำลังซื้อตามทิศทางเศรษฐกิจ สำหรับช่วงที่เหลือของปีนี้จะใช้กลยุทธ์เพื่อให้ยอดขายเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ ประกอบด้วยการออกมาตรการ เพื่อกระตุ้นยอดขาย ออกสินค้าและบริการใหม่ รวมถึงการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าใหม่ เพิ่มเติมเช่น ช่องทางออนไลน์
น.ส.เมธินี อิสรจินดา รองอำนวยการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) กล่าวว่า จะเข้าซื้อธุรกิจค้าปลีกในประเทศลาวที่คาดว่าจะได้ข้อสรุปการลงทุนภายในสิ้นปีนี้ และซื้อกิจการค้าปลีกเวียดนามเพิ่มภายในปีหน้า
ทั้งนี้ ถือเป็นการขยายการเติบโตและรองรับโอกาสจากการขยายธุรกิจออกไปในต่างประเทศที่กำลังจะเปิดประชาคมเขตเศรษฐกิจอาเซียน
นายประพล พรประภา กรรมการและรองผู้จัดการ บริษัท ฐิติกร (TK) กล่าวว่า กำลังรอใบอนุญาตเพื่อดำเนินธุรกิจเช่าซื้อในต่างประเทศจำนวน 23 ประเทศ ซึ่งอยู่ในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเป็นการลงทุนเองทั้งหมดของบริษัทไม่มีพันธมิตร ซึ่งมีโอกาสที่จะได้ใบอนุญาตจำนวน 1 ใบ ภายในสิ้นปีนี้ โดยมองว่าหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตสูงคือ อินโดนีเซีย เพราะเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรจำนวนมาก อีกทั้งเป็นกลุ่มที่มีรายได้ไม่สูงและแนวโน้มตลาดจักรยานยนต์ยังโอกาสเติบได้สูง
บริษัทเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะขยายสาขาออกไปยังต่างประเทศ เนื่องจากการขยายตัวของตลาดในประเทศยังมีการเติบโตไม่สูงด้วยข้อจำกัดของการขยายตัวเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร ประกอบกับประเมินว่าอัตราขยายตัวของสินเชื่อของบริษัทในช่วง 5 ปี คือ 2556-2560 จะยังเติบโตได้ในระดับ 1015% แต่หากต้องการให้สินเชื่อเติบโตต่อเนื่องต้องมีธุรกิจจากต่างประเทศเข้าสนับสนุน
สำหรับแนวโน้มปีนี้จะลดลงจากเดิมที่เคยประเมินว่ากำไรจะเติบโตจากปีก่อนเพราะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่มีผลกระทบมากที่คาดการณ์ไว้
อย่างไรก็ตาม บริษัทจะใช้กลยุทธ์เปิดสาขาใหม่เพิ่มเพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขายในประเทศ โดยภายในสิ้นปีจะมีสาขาเพิ่มเป็น 92-93 แห่ง จากที่ 89 แห่ง
นอกจากนั้นยังปรับพอร์ตดอกเบี้ยเงินกู้ที่มีอยู่ 5,000 ล้าน ไว้ในสัดส่วน 80% จากไตรมาส 2 อยู่ที่ 60% และยืดอายุยาวขึ้นเป็น 2 ปี 6 เดือน รับดอกเบี้ยขาขึ้น พร้อมทั้งไม่ให้หนี้เสียเกิน 4% จากปัจจุบันอยู่ที่ราว 3.4-3.6%







