
รู้ประวัติศาสตร์สานอนาคต
การมีโอกาสทำงานเป็นตัวแทนประเทศไทยสานสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศเป็นหน้าที่สำคัญของนักการทูต โดยหนึ่งในกลยุทธ์สร้างความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ คงหนีไม่พ้นการใช้ประวัติศาสตร์เข้ามาเป็นสื่อกลางกระชับความใกล้ชิด
การมีโอกาสทำงานเป็นตัวแทนประเทศไทยสานสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศเป็นหน้าที่สำคัญของนักการทูต โดยหนึ่งในกลยุทธ์สร้างความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ คงหนีไม่พ้นการใช้ประวัติศาสตร์เข้ามาเป็นสื่อกลางกระชับความใกล้ชิด
กฤต ไกรจิตติ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เป็นอีกคนหนึ่งที่ศึกษาประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศอย่างลึกซึ้ง เพื่อทำเข้าใจความสัมพันธ์พื้นฐานระหว่างประเทศไทยกับประเทศอื่นๆ
ท่านทูตเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยและมาเลเซียได้อย่างลึกซึ้งตั้งแต่ในสมัยอดีตจนถึงปัจจุบัน จนดูเหมือนว่าได้เข้าไปอยู่และใช้ชีวิตในประเทศมาเลเซียมานาน ทั้งที่ความจริงแล้ว เพิ่งไปทำงานในประเทศมาเลเซียได้เพียง 11 เดือน
ทูตกฤต เล่าว่า การเข้าไปทำงานในแต่ละประเทศจะให้ความสำคัญกับเรื่องสังคมและประวัติศาสตร์อย่างมาก
เริ่มตั้งแต่ครั้งที่ได้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทย ณกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ก็ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศเวียดนามอย่างลึกซึ้ง เพื่อเรียนรู้ถึงความเป็นมา รวมถึงความสัมพันธ์ต่างๆ ที่เคยมีร่วมกันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เมื่อเข้าใจแล้วจะสามารถทำให้การทำงานราบรื่นและเข้าใจคนท้องถิ่นมากขึ้น
หลังจากนั้นท่านได้ย้ายไปอยู่ประเทศอินเดียเป็นเวลา 8 เดือน และประเทศฮังการี 1 ปี 6 เดือน จนได้กลับเข้ามาทำงานในประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ก็ได้ใช้กลยุทธ์เดิมเพื่อทำความเข้าใจมาเลเซีย เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยมีความรู้เกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านค่อนข้างน้อย
สำหรับไทยและมาเลเซียนั้น หากสืบจากประวัติศาสตร์แล้วมีพื้นฐานเป็นญาติกัน โดยมีปัจจัยพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้ต้องนับญาติกัน ไทยและมาเลเซียจึงมีความสัมพันธ์ที่ดีร่วมกันมาตลอด จนถึงยุคปัจจุบันที่นอกจากความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์แล้ว ความสัมพันธ์ด้านการค้าก็มีความสำคัญขึ้นมาตามลำดับ เพราะมีชายแดนติดต่อกัน มีการค้าระหว่างกันค่อนข้างมาก
เมื่อพูดถึงเรื่องการค้าก็คงหนีไม่พ้นการแข่งขัน อย่างไรก็ตามทูตกฤตมองว่า ไทยกับประเทศเพื่อนบ้านควรจะก้าวข้ามเรื่องการแข่งขัน และหันหน้ามาร่วมมือกันทำธุรกิจ การร่วมมือกันจะทำให้การทำธุรกิจร่วมกันประสบความสำเร็จได้ไม่ยากและง่ายต่อการพัฒนา ลดปัญหาความขัดแย้ง ก่อให้เกิดการจ้างงานร่วมกัน
“การแข่งขันเป็นคำศัพท์ที่ไม่เคยพกติดตัวไปด้วยไม่ว่าจะไปทำงานอยู่ที่ไหน มีแต่ต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะในยุคที่อาเซียนมีความสำคัญ เมื่อรวมเป็นอาเซียนแล้วยังจะมาแข่งขันหรือกีดกันกันอยู่คงไม่ได้”
ทั้งนี้ ไทยกับมาเลเซียมีโครงการที่จะทำร่วมกันค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการพัฒนาด้านธุรกิจร่วมกันระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะโครงการรับเบอร์ ซิตี้ ที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมยางพารา และโครงการศูนย์กลางการผลิตสินค้าฮาลาลที่ไทยและมาเลเซียต่างมีความสามารถที่ทัดเทียมกัน
หากมีการร่วมมือกันพัฒนาแล้วน่าจะทำให้ทั้งการผลิต การกระจายสินค้า และการเจาะตลาดโลกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีความพยายามที่จะลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกันเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าชายแดนด้วย
ท่านทูตย้ำว่า การร่วมมือกันลักษณะนี้เป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะการร่วมมือทางเศรษฐกิจจะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งกัน อีกทั้งยังร่วมกันสร้างงาน สร้างรายได้ มีสินค้าที่ผลิตร่วมกัน







