posttoday
กสอ.ชูนวัตกรรมลดใช้ก๊าซในภาคการผลิต

กสอ.ชูนวัตกรรมลดใช้ก๊าซในภาคการผลิต

10 กันยายน 2556

แม้เศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศในระยะนี้ไม่ได้อยู่ในขาช่วงขึ้น แต่ปรากฏว่าหลายปัจจัยกำลังผลักดันให้ราคาพลังงานปรับตัวเพิ่มอย่างต่อเนื่อง จนผู้ประกอบการต้องหาทางปรับตัวรับกับภาวะที่เกิดขึ้น

แม้เศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศในระยะนี้ไม่ได้อยู่ในขาช่วงขึ้น แต่ปรากฏว่าหลายปัจจัยกำลังผลักดันให้ราคาพลังงานปรับตัวเพิ่มอย่างต่อเนื่อง จนผู้ประกอบการต้องหาทางปรับตัวรับกับภาวะที่เกิดขึ้น

“โสภณ ผลประสิทธิ์” อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เปิดเผยว่า การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานเป็นปัญหาสำคัญของการผลิตในภาคอุตสาหกรรมของไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ที่มีการใช้ปริมาณพลังงานเชื้อเพลิงเป็นวัตถุดิบหลักในกระบวนการผลิตจำนวนมาก โดยเฉพาะก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือแอลพีจี ที่ราคาถูกกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดอื่น

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มที่อยู่ในขาขึ้นนี้จะส่งผลต่อกลุ่มที่ใช้แอลพีจีสูง ได้แก่ อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมเซรามิก อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งล้วนแต่สำคัญต่อการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีมูลค่าการส่งออก 45,007.83 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 19.6% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด และมีผู้ประกอบการขนาดเล็กในอุตสาหกรรมนี้ 1,359 ราย และกว่า 90% เป็นผู้ประกอบการไทย

แนวโน้มผลกระทบจากต้นทุนด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ทำให้ กสอ.ดำเนินโครงการช่วยเหลือผู้ประกอบการในด้านการจัดการพลังงาน และด้านการจัดการผลิตให้มีประสิทธิภาพหลายโครงการ เช่น โครงการการจัดการพลังงานแบบสมบูรณ์เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานสำหรับอุตสาหกรรม ผ่านแนวทางการสนับสนุนจาก กสอ. 4 ขั้น ได้แก่ 1.การปรับเปลี่ยนทัศนคติเรื่องการประหยัดพลังงาน 2.การกำหนดนโยบาย แผนงานและแผนงานปฏิบัติในด้านพลังงาน 3.การใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และ 4.ทุกคนมีส่วนร่วมในการดำเนินงานเพื่อพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างด้านการจัดการพลังงาน นอกจากนี้ กสอ.ยังมีโครงการเพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการ ด้วยการลดต้นทุนในด้านอื่นๆ ด้วย

“กิตติพัฒน์ ปณิฐาภรณ์” ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง กสอ. กล่าวว่า การดำเนินการของ กสอ.ในช่วงที่ผ่านมามีผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการลดใช้พลังงานประมาณ 70 ราย สามารถลดการใช้พลังงานลงได้เฉลี่ย 1020% ถ้าหากเป็นโรงงานที่ไม่เคยผ่านกระบวนการปรับปรุงประสิทธิภาพจัดการพลังงาน ก็จะมีอัตราการประหยัด 30%

“สมยศ กีรติชีวนันท์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิทไว้ส์ (ประเทศไทย) ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศภายใต้แบรนด์ทาซากิ รวมถึงรับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ต่างๆ เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทจะเป็นเครื่องปรับอากาศ ทั้งเครื่องปรับอากาศในบ้านเรือน และเครื่องปรับอากาศใหญ่ที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจะใช้ก๊าซแอลพีจีในส่วนของการเชื่อมอุปกรณ์ชิ้นส่วนทองแดงต่างๆ เป็นปริมาณสูงถึง 6,000 กิโลกรัมต่อเดือน จึงได้ปรึกษา กสอ.เพื่อหาแนวทางลดการใช้พลังงานในทุกๆ ด้าน และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเริ่มปรับปรุงโรงงานมาตั้งแต่ปี 2551 โดยปรับปรุงระบบการพ่นสีและอบสี และรูปแบบเครื่องจักรจากเดิมสามารถพ่นและอบสีส่วนประกอบเครื่องปรับอากาศได้เพียง 1 ชิ้นต่อครั้ง ให้เพิ่มเป็น 24 ชิ้นต่อครั้ง ทำให้ประหยัดเวลาในกระบวนการดังกล่าวได้ถึง 5075% และยังมีกระบวนการอื่นๆ ที่สามารถลดการใช้พลังงานได้อีก ทั้งกระบวนการอบสี กระบวนการเชื่อมท่อทองแดง

สมยศ กล่าวว่า ปัจจุบันการแข่งขันในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศรุนแรงมาก โดยเฉพาะสินค้าจีนได้เข้ามาแย่งตลาดเครื่องปรับอากาศภายในบ้าน ทำให้บริษัทต้องหันไปเพิ่มการผลิตเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ในภาคพาณิชย์และอุตสาหกรรมทดแทน รวมถึงออกแบบนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตรงต่อความต้องการของลูกค้าและมีอัตราประหยัดไฟฟ้าสูงกว่ามาตรฐาน และลงทุนตั้งห้องทดสอบมาตรฐานสากล ซึ่งสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพสินค้าได้อย่างรวดเร็ว และมีคุณภาพสูงกว่าประเทศคู่แข่ง

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร