
เรื่องสิว ๆ ไม่ใช่เรื่องจิ๋ว ๆ
ยังไม่ได้คิดจะเปลี่ยนแนวไปให้คำแนะนำเรื่องความสวยความงาม (เพราะคงจะทำได้ดีไม่เท่าสาวสวยในเซ็กชั่นแมกกาซีนแน่ๆ) แต่ถ้าใครที่คิดว่า เรื่อง “สิว” เป็นเรื่องเล็ก
ยังไม่ได้คิดจะเปลี่ยนแนวไปให้คำแนะนำเรื่องความสวยความงาม (เพราะคงจะทำได้ดีไม่เท่าสาวสวยในเซ็กชั่นแมกกาซีนแน่ๆ) แต่ถ้าใครที่คิดว่า เรื่อง “สิว” เป็นเรื่องเล็ก ที่ไม่เกี่ยวกับเงินในกระเป๋าสักนิด แปลว่า คนนั้นไม่เคยเป็นสิว และไม่เข้าใจความรู้สึกของคนเป็นสิว
ยิ่งได้คุยกับ “น้องพลอย” คนสวยหน้าใสกิ๊ก จะยิ่งรู้ว่าสิวดูดเงินในกระเป๋าได้มากแค่ไหน
“น้องพลอย” ในวัย 20 นิดๆ เล่าให้ฟังว่า เธอมีปัญหาสิวมาตั้งแต่วัยรุ่นและเริ่มเดินเข้าไปหาหมอเพื่อรักษาสิวตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ จนถึงตอนนี้ก็กินเวลาเข้าไป 4 ปีแล้ว
“เป็นคนหน้ามัน มีสิวขึ้นตลอด ต้องไปหาหมอทุกสัปดาห์ ทั้งรักษาสิวและทำทรีตเมนต์ ทำแบบนี้มา 4 ปีแล้ว ช่วงแรกๆ ที่ไปเพราะมีสิวเยอะ ค่ารักษาก็สูงหน่อยสัปดาห์ละประมาณ 3,000 บาท แต่ตอนนี้เฉลี่ยสัปดาห์ละประมาณ 1,000 บาท” น้องพลอย เล่าประวัติและค่าใช้จ่ายในการรักษาสิว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับความงามของเธอ
พอถามว่า เธอเคยรวบรวมไหมว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาเธอจ่ายค่ารักษาสิวไปเท่าไรแล้ว เธอใช้เวลาทบทวนอยู่ครู่หนึ่งแล้วบอกว่า “ไม่น่าจะเกิน 5 หมื่นบาท”
แต่ถ้าลองเอาตัวเลขค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่เธอบอกว่า สัปดาห์ละประมาณ 1,000 บาท มาคูณกับระยะเวลา 4 ปี ที่เธอรักษาสิวและดูแลผิวหน้า จะได้ตัวเลขที่ได้น่าตกใจมาก เพราะมันมากถึง 2 แสนบาท
ในขณะที่ “พี่ปาน” คุณแม่ลูกสอง ที่ต้องพาลูกชายวัยรุ่นไปรักษาสิวมาหลายสัปดาห์ แต่ยังไม่มีวี่แววว่า สิวหนุ่มจะหายขาด ก็ชักเริ่มจะถอดใจไม่อยากไปรักษาต่อ เพราะแต่ละครั้งมีค่ารักษาประมาณ 2,000 บาท
เพราะฉะนั้นอย่าดูถูกว่า เรื่องสิวๆ จะเป็นแค่เรื่องจิ๋วๆ
สิว... ดาวน์น้อย ผ่อนนาน
เมื่อเป็นสิวและเดินเข้าคลินิกรักษาสิว เรามักจะเจอกระบวนการที่ซึ่งถือเป็นการรักษาสิวขั้นพื้นฐาน คือ
เจาะ กด บีบ ฉีด ทา ทาน
แค่คิดถึงกระบวนการพวกนี้ก็น้ำตาซึม เพราะคนที่เคยถูกกดสิวจะรู้ว่า มันจี๊ดแค่ไหน และมันก็ทำให้ผู้ชายตัวใหญ่น้ำตาไหลมาแล้ว แต่เสียเงินไม่มาก เพราะค่ารักษาเริ่มที่ประมาณสัปดาห์ละ 700 บาท ไปจนถึง 1,500 บาท ขึ้นอยู่กับอาการ และขึ้นอยู่กับระดับราคาของสถานบริการที่เราเข้าไปรักษา
แต่ระยะเวลาการรักษาจนกว่าจะหายขาดของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไป บางคนอาการเบาะๆ เบาๆ ก็อาจจะแค่ 12 เดือนก็กลับไปเนียนสวยเหมือนเดิม แต่บางคนปล่อยไว้จนอาการรุนแรงก็อาจจะต้องใช้เวลานานหน่อย
ถ้ารักษาสิวหายแล้ว แต่ก็อาจจะยังไม่จบ เพราะต้องพบหมอเรื่อยๆ เพื่อดูแลความงามกันอย่างต่อเนื่อง เพราะหยุดไม่ได้ หยุดไปไม่นานสิวก็กลับมาหาอีก ซึ่งอาจจะใช้เวลาเป็นปีๆ แบบ “น้องพลอย” ซึ่งค่อยๆ ทยอยจ่ายไปเรื่อยๆ แบบไม่มีจุดจบ
ข้อมูลจากหมอผิวหนังหลายท่านให้ความเห็นตรงกันว่า ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรจะ เจาะ กด บีบ ฉีด เพราะจะทำให้ “รูขุมขน” เสียหาย และกระบวนการเช่นนี้จะยิ่งทำให้ “บ้านของสิว” มีขนาดใหญ่ขึ้น
ในขณะที่การฉีดยาที่หัวสิวจะเหมาะกับสิวที่ขึ้นใหม่ เพราะเป็นการฉีดยาเพื่อลดการอักเสบ แต่การฉีดยาบ่อยๆ จะทำให้สิวมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ หน้าจะบาง และที่สุดสิวที่ขึ้นมาใหม่จะยุบเองไม่ได้ (เหมือนกับว่า สิวมันเสพติดยาฉีดสิวไปแล้ว)
อย่างไรก็ตาม สิวบางชนิด ในบางจังหวะเวลาก็จำเป็นต้องผ่านกระบวนการ เจาะ กด บีบ ฉีด ก็จะต้องทำด้วย “มือหมอ” เท่านั้น เพราะสิวแต่ละชนิด แต่ละเม็ด แต่ละจังหวะเวลามีเทคนิคการกดที่แตกต่างกัน ซึ่งหากทำไม่ถูกวิธีก็อาจจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาให้หนักหนายิ่งขึ้น เช่น ทำให้สิวอักเสบมากยิ่งขึ้น และเมื่อเกิดเป็นสิวหนองจะกลายเป็นหลุมสิวขนาดใหญ่ ซึ่งอาการจากการรักษาแบบผิดๆ นี้รักษายากกว่ารักษาสิวเสียอีก
แต่อันตรายที่สุด คือ การรับประทานยา เพราะยาสำหรับรับประทานเพื่อรักษาสิวบางชนิดได้ผลยอดเยี่ยม แต่อันตรายต่อสุขภาพมากด้วยเช่นกัน ถ้าไม่ได้อยู่ในการดูแลและควบคุมของคุณหมอ
ตัวอย่างเช่น ยาในกลุ่มกรดวิตามินเอ ชนิดรับประทาน โดยมีชื่อสามัญทางยาว่า Isotretinoin แต่หลายคนอาจจะรู้จักใจชื่อทางการค้าที่ว่า Roaccutane และ Acnotin ขณะนี้หลายคลินิกประกาศชัดเจนว่า จะไม่จ่ายยาตัวนี้ให้คนไข้เพราะมันมีผลข้างเคียงรุนแรง โดยเฉพาะต่อตับและกระดูก
แต่เจ็บยิ่งกว่าการกดสิว คือ เจ็บใจ เพราะหลายคนต้องเจอกับการ “เลี้ยงไข้” ไม่หายขาด และที่แย่ยิ่งกว่า คือ จากสิวเม็ดเล็กๆ ไม่กี่เม็ด กลายเป็นสิวเม็ดใหญ่หลายๆ เม็ด จนในที่สุดก็ไม่สามารถรักษาได้ด้วยกระบวนการขั้นพื้นฐาน ที่มีค่าใช้จ่ายแบบดาวน์น้อยผ่อนนานต่อไปได้อีก
สิว... จุก แต่ จบ!
เมื่อไม่สามารถรักษาได้ด้วยกระบวนการขั้นพื้นฐานได้แล้ว ทำให้ “ผู้โชคร้าย” หลายคนหันมาพึ่งเทคโนโลยีที่สูงขึ้น นั่นคือ เลเซอร์รักษาสิว
พญ.นิโลบล เจริญวุฒิ หรือ “หมอหลิน” จาก The Demist สถาบันเลเซอร์ผิวหนังและความงาม ให้ข้อมูลว่า “คนไข้จะเห็นเราเป็นที่พึ่งสุดท้าย และคิดว่า รักษาด้วยวิธีอื่นๆ ไม่หายแล้วจริงๆ จึงจะมาหาเรา”
“หมอโจ้” นพ.ดิสพงศ์ ปณิฐาภรณ์ จาก The Demist อธิบายเพิ่มเติมว่า การรักษาสิวด้วยเลเซอร์หลายชนิด ซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างกัน แต่ในปัจจุบันการรักษาด้วย Isolaz และ Vbeam ถือเป็น “คู่ผสมที่ลงตัว”
เพราะในขณะที่ Isolaz ทำหน้าที่กำจัดสิว Vbeam จะลบรอยแดงจากสิว และที่สำคัญ คือ คุณหมอทั้งสองคนยืนยันว่า เลเซอร์สองตัวนี้ไม่เจ็บ เพราะฉะนั้นเมื่อทำเสร็จแล้วสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่มีแผล ไม่มีรอยช้ำ และปลอดภัย
สำหรับค่าใช้จ่าย “หมอโจ้” บอกว่า จะแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ “ระดับน้อย” กับ “ระดับเยอะ”
ถ้าอาการไม่หนักหรือระดับน้อย แค่เลเซอร์เฉพาะจุดจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,5003,000 บาทต่อครั้ง โดยแต่ละครั้งจะยิงเลเซอร์ประมาณ 60100 ช็อต และเพื่อให้เห็นผลดีก็ควรจะทำต่อเนื่องกัน 35 ครั้ง ใช้ระยะเวลารักษาประมาณ 2 เดือน ค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 12 หมื่นบาท
แต่ถ้าอาการหนัก ต้องทำเลเซอร์ทั่วหน้า ก็จะอยู่ที่ครั้งละ 8,000 บาท (Isolaz 4,000 บาท และ Vbeam 4,000 บาท) ซึ่ง “หมอโจ้” บอกว่า แค่ 5 ครั้งก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนแล้ว แต่ถ้าจะให้เรียบเนียนสวยต้อง 10 ครั้ง รวมเป็นเงิน 8 หมื่นบาท ภายในเวลา 45 เดือน (กรณีนี้แนะนำให้ซื้อเป็นคอร์สจะถูกกว่า)
ในการรักษาด้วยเลเซอร์ “หมอหลิน” บอกว่า คนไข้ 80% ไม่ต้องรับประทานยา และมีเพียง 1020% เท่านั้นที่ต้องใช้ยาทา และยาสำหรับรับประทานเข้ามาช่วย และเธอมั่นใจว่า “คนไข้ 90% จะจบที่นี่อย่างแน่นอน”
เพราะฉะนั้นจึงพอบอกได้ว่า แม้ค่าใช้จ่ายจะทำให้ “จุก” เพราะเป็นหลักหมื่นภายในเวลาไม่กี่เดือน แต่เชื่อว่า ด้วยวิทยาการสมัยใหม่จะทำให้ “จบปัญหา” ด้วยดี
แต่ก็ไม่ใช่ว่า การรักษาสิวด้วยเลเซอร์จะ “จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง” ทุกคนไป เพราะถ้าโชคร้ายไปเจอ “เลเซอร์ปลอม” หรือคนยิงเลเซอร์ไม่ใช่หมอที่เชี่ยวชาญ ซึ่งอย่างเบาที่สุดก็แค่ไม่หาย แต่ถ้าโชคร้ายรุนแรงอาจจะถึงกับ “หน้าไหม้” ก็ได้
ไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยขั้นตอนและวิธีการพื้นฐาน หรือจะใช้วิทยาการสมัยใหม่ สิ่งที่ต้องทำเหมือนกัน คือ ดูให้ดีก่อนตัดสินใจจะเดินเข้าไปหา โดยจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องต่อไปนี้
1.มีหมอไหม
เพราะความตั้งใจของเรา คือ “มาหาหมอ” เพราะฉะนั้นอย่างแรกที่ต้องหาข้อมูล คือ คลินิกนั้นให้บริการโดยที่ไม่มีการพบแพทย์หรือไม่ เพราะ “พี่มะเหมี่ยว” แนะนำไว้ใน Dekd.com ว่า ไม่ควรใช้บริการคลินิกรักษาสิวที่ให้บริการโดยที่ไม่มีการพบแพทย์ แม้จะอ้างว่ามีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาก็ตาม
“เนื่องจากบางครั้งสาเหตุของการเป็นสิว หรืออาการผิดปกติของผิวหนังบนใบหน้าของเรานั้นอาจจะมาจากสาเหตุที่ซับซ้อน จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบจากแพทย์ เพื่อที่จะทราบถึงวิธีการรักษาที่ถูกต้อง การวินิจฉัยที่ไม่ตรงจุด นอกจากจะทำให้เราเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่เห็นผลแล้ว ยังอาจทำให้เกิดอาการผิดปกติเพิ่มมากขึ้นก็ได้” พี่มะเหมี่ยว แนะนำ
2.หมอเก่งไหม
หมอมีคุณภาพมากแค่ไหน ซึ่ง “พี่มะเหมี่ยว” เตือนว่า เจ้าของคลินิกหลายแห่งไม่ใช่หมอ แต่จะจ้างหมอมาทำงาน ซึ่งต้องดูว่า เป็นหมอที่มีใบประกอบโรคศิลปะหรือไม่ หมอที่รักษาเป็นคนเดียวกับที่มีชื่อติดอยู่หน้าร้านหรือไม่
โดยเฉพาะการทำเลเซอร์ “หมอโจ้” บอกว่า การยิงเลเซอร์ต้องเป็นหมอผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ซึ่งบางคลินิกคนยิงเลเซอร์จะไม่ใช่หมอทำให้มีโอกาสเกิดความผิดพลาดได้ง่าย
3.อุปกรณ์เป็นอย่างไร
เครื่องมือ วิทยาการสมัยใหม่ เทคโนโลยีในการรักษาสิวก้าวหน้าไปมาก ก่อนจะไปหาหมอจำเป็นต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่หมอใช้สักหน่อย โดยเฉพาะการรักษาด้วยเลเซอร์ว่า เป็นอุปกรณ์ที่มี “แบรนด์เนม” หรือได้มาตรฐานหรือไม่ เพราะเราอาจจะไปเจอเครื่องมือที่ไม่ได้มาตรฐาน
4.แนวทางการรักษาเป็นแบบไหน
ก่อนจะตัดสินใจรักษาต้องได้คุยได้ปรึกษากับหมอ โดยที่หมอจะต้องบอก “แผนการรักษา” ให้เรารู้ว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้น หรือผลที่จะได้รับในแต่ละครั้งเป็นอย่างไร
อย่างไรก็ตาม แม้จะพบหมอแล้ว ปรึกษาแล้ว ได้รับคำแนะนำแล้ว มีแนวทางการรักษาแล้ว แต่ยังไม่ต้องตัดสินใจก็ได้ กลับไปนั่งคิดนอนคิด เปรียบเทียบหลายๆ วิธีแล้วค่อยตัดสินใจ
5.มีค่าใช้จ่ายเท่าไร
อย่าลืมเรื่องสำคัญ คือ สอบถามค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้ครบถ้วน แบบที่ “พี่มะเหมี่ยว” ให้ข้อมูลว่า โดยส่วนใหญ่แล้วค่ารักษาสิวจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ
ค่าบริการในการพบและรับคำปรึกษาจากแพทย์
ค่ายา ซึ่งรวมหมดตั้งแต่ยาทาและยาสำหรับรับประทาน
ค่าบริการอื่นๆ เช่น การทำทรีตเมนต์และการกดสิว
เพราะฉะนั้นต้องถามให้แน่ใจว่า ค่ารักษาที่เราจะต้องจ่ายมีอะไรบ้าง และต้องจ่ายไปนานแค่ไหน และพยายามหลีกเลี่ยงคลินิกที่พยายามจะชักจูงให้ซื้อสารพัดคอร์สเพื่อความงาม







