posttoday
หุ้นคือการมองอนาคต

หุ้นคือการมองอนาคต

06 กันยายน 2556

ปัจจัยที่เข้ามากระทบการลงทุนในช่วงเวลาปัจจุบัน ยังคงเป็นปัจจัยที่คล้ายๆ เดิมตลอดในระยะเดือนที่ผ่านมานั้นก็คือ เศรษฐกิจ การเมือง Fund Flow (QE) เป็นต้น แต่ท่านที่ติดตามข่าวสารในบางครั้งอาจจะนึกไปว่า ทำไมราคาหุ้นในการขึ้นหรือลงไม่สอดคล้องกับปัจจัยที่เกิดขึ้น และหลายครั้งเหมือนว่ามีข่าวร้าย แต่ปรากฏว่าราคาหุ้นกลับมีการปรับตัวสูงขึ้น และหลายครั้งที่มีข่าวบวก ราคาหุ้นกลับปรับตัวลดลง เหตุผลที่สำคัญก็คือ การคาดการณ์นั้นต้องมองถึงผลกระทบของปัจจัยว่ามีการกระทบกับราคาไปแล้วหรือยัง คือ ง่ายๆ ในการคาดการณ์ราคาหุ้นให้ได้ผลก็คือ “การที่ต้องมองอนาคตคือคาดการณ์ อย่ามองอดีตและมารายงาน”

ปัจจัยที่เข้ามากระทบการลงทุนในช่วงเวลาปัจจุบัน ยังคงเป็นปัจจัยที่คล้ายๆ เดิมตลอดในระยะเดือนที่ผ่านมานั้นก็คือ เศรษฐกิจ การเมือง Fund Flow (QE) เป็นต้น แต่ท่านที่ติดตามข่าวสารในบางครั้งอาจจะนึกไปว่า ทำไมราคาหุ้นในการขึ้นหรือลงไม่สอดคล้องกับปัจจัยที่เกิดขึ้น และหลายครั้งเหมือนว่ามีข่าวร้าย แต่ปรากฏว่าราคาหุ้นกลับมีการปรับตัวสูงขึ้น และหลายครั้งที่มีข่าวบวก ราคาหุ้นกลับปรับตัวลดลง เหตุผลที่สำคัญก็คือ การคาดการณ์นั้นต้องมองถึงผลกระทบของปัจจัยว่ามีการกระทบกับราคาไปแล้วหรือยัง คือ ง่ายๆ ในการคาดการณ์ราคาหุ้นให้ได้ผลก็คือ “การที่ต้องมองอนาคตคือคาดการณ์ อย่ามองอดีตและมารายงาน”

กลับมาสถานการณ์เศรษฐกิจ ณ ปัจจุบัน เราจะเห็นการปรับตัวลดลงของการประมาณการ GDP กันทุกสำนัก และล่าสุดก็คือ มอร์แกน สแตนเลย์ ที่ปรับคาดการณ์ GDP ปีนี้เหลือ 3.7% แต่เราต้องยอมรับว่า นับตั้งแต่ในระยะหลายเดือนก่อนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับ GDP ลงเหลือ 4.2 จาก 5.1 จนถึงปัจจุบัน ตัวเลขการส่งออกยังไม่มีการปรับตัวในการคาดการณ์เหลือเพียง 2.68% ซึ่งล่าสุดกระทรวงพาณิชย์มีการปรับตัวลดลง จากเดิมคาดว่าจะโต 77.5% ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ส่วนประกอบของ GDP ของประเทศไทย (C+I+G+(XM)) ไทยมีการพึ่งพาการส่งออกมากที่สุด เพราะฉะนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่เราจะเห็นการปรับตัวเลขการคาดการณ์ GDP ลง โดยเฉพาะของหน่วยงานรัฐที่ระดับต่ำกว่า 4% ค่อนข้างแน่ และน่าจะเร็ววันนี้ สิ่งที่ต้องมาดูกัน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ 2 ไตรมาสที่ผ่านมาเป็นการถดถอยหรือการถดถอยทางเทคนิคหรือไม่ แต่สิ่งที่ต้องมาดูกันก็คือ ปีหน้าเราจะฟื้นตัวกันอย่างไร โดยเฉพาะถ้ากรณีโครงการ 2 ล้านล้านบาท มีการถูกเลื่อนออกไป แต่อย่างไรก็ตาม แม้ภาวะเศรษฐกิจจะดูย่ำแย่ลงมาก แต่ราคาหุ้นกลับดีดกลับ ซึ่งการดีดกลับนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก ส่วนหนึ่งเคยคาดการณ์ไว้ในบทความนี้แล้ว แต่นี่เป็นตัวอย่างว่า ทำไมมีปัจจัยลบแล้วหุ้นยังขึ้น คำตอบก็คือ ราคาหุ้นตอบรับปัจจัยร้ายไปแล้ว

คำถามต่อมาก็คือ แล้วทิศทางตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไรต่อไป คำตอบก็คือ ไม่เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจเท่าไรนัก แต่จะเกี่ยวกับผลจากทุนเคลื่อนย้ายเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าประเด็นผลกระทบจาก QE หรือประเด็นจากภาวะสงครามกรณีซีเรีย เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะทำให้มีผลในการตัดสินใจของการใช้นโยบายของ FOMC นั้นก็คือ การมีผลโดยตรงต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย ส่วนหนึ่งต้องขยายความว่า การมีผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องมีผลในเชิงตัวเลขโดยตรง แต่การมีผลในเชิงจิตวิทยาก็เป็นไปได้ เช่น ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ได้ว่าเงินต้องเข้าตลาดหุ้น จึงจะมีการไหลออกหรือการเข้าไป 1,000 (ตัวเลขสมมติ) ออกก็ต้อง 1,000 เท่ากัน เพราะในโลกของการลงทุนจริงๆ แล้ว ผลกระทบต่อราคาหุ้น ครึ่งหนึ่งเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงๆ แต่อีกครึ่งหนึ่งอาจจะเป็นผลกระทบเชิงจิตวิทยา ซึ่งทั้งหมดนี้น่าจะได้ความหมายว่า ทิศของทางของ Set Index ในระยะสั้นยังอยู่ในช่วงเวลาการดีดกลับ หลังจากที่มีการรับข่าวในเชิงลบไปมากมายแล้ว แต่การดีดกลับครั้งนี้จะเป็นการดีดกลับในกรอบจำกัด เพราะในพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย ณ ปัจจุบัน จะมีความอ่อนแอมากกว่าที่มีการคาดไว้ กล่าวง่ายๆ ในเชิงตัวเลขก็คือ Set Index คงยังอยู่ในช่วงการดีดกลับต่อเนื่อง แต่กรณีการวิ่งผ่านตัวเลข 1,350 ขึ้นไปในระยะสั้น จะถือว่าเริ่มเข้าสู่บริเวณที่ราคาแพงอีกครั้งหนึ่ง

กลยุทธ์การลงทุนสำหรับนักลงทุนที่อาศัยส่วนต่างหรือจังหวะราคาก็คือ ยังควรเล่นรอบการดีดกลับอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ควรระวังก็คือ เมื่อมีการผ่านตัวเลข 1,350 ขึ้นไป จะถือว่าเริ่มมีความเสี่ยงสำหรับการลงทุนระยะสั้น ถ้าคาดการณ์ต่อก็น่าจะมองได้ว่า มีความเป็นไปได้สูงหลังจากหมดรอบดีดกลับครั้งนี้แล้ว หุ้นขนาดเล็กมาก (หุ้นผี สำหรับศัพท์นักลงทุนหน้ากระดานเขาเรียกกัน) จะมา และการมองลักษณะนี้คือการมองอนาคตที่ไม่จำเป็นต้องถูก 100%

แต่หุ้นคือการมองอนาคต

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน