
ภาษาเขมรสัญจรเตรียมพร้อมสู่อาเซียน
การก้าวสู่ประชาคมอาเซียน นอกเหนือจากการเชื่อมโยงด้านคมนาคมแล้ว เราต้องเชื่อมโยงด้านภาษา วัฒนธรรมด้วย
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
การก้าวสู่ประชาคมอาเซียน นอกเหนือจากการเชื่อมโยงด้านคมนาคมแล้ว เราต้องเชื่อมโยงด้านภาษา วัฒนธรรมด้วย ไม่ใช่เชื่อมถนนเข้าไปแต่พูดกันไม่รู้เรื่อง แม้จะมีภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง แต่ภาษาเพื่อนบ้านก็ยังมีความจำเป็นที่คนไทยต้องเรียนรู้
หนึ่งในนั้นก็คือ ภาษาเขมร เพราะกัมพูชาเป็นประเทศที่มีรั้วติดกับไทยและยังเป็นภาษาเพื่อใช้ทำมาหากินของคนไทยในการทำมาค้าขายระหว่างกัน เนื่องจากเรามีชายแดนติดกันยาวกว่า 800 กิโลเมตร มูลค่าการค้าอย่างเป็นทางการปีหนึ่งๆ กว่า 6,000 ล้านบาท แต่จริงๆ อาจสูงถึง 1 หมื่นล้านบาท
โสมเพ็ญ ขุทรานนท์ อาจารย์พิเศษสอนภาษาเขมร มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม จึงได้จัดโครงการภาษาเขมรสัญจร เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน โดยนำนักศึกษาราชภัฏจันทรเกษมที่ลงเรียนภาษาเขมรเป็นวิชาเลือก และประชาชนทั่วไปที่สนใจเรียนเกือบ 90 ชีวิตลงพื้นที่ไปทำกิจกรรมร่วมกับน้องๆ โรงเรียนซับม่วงวิทยา และปราชญ์ชาวบ้าน ต.ตาพญา จ.สระแก้ว เพื่อต่อยอดการเรียนรู้จากห้องเรียนสู่สนามจริง
โสมเพ็ญ เล่าว่า ภาษาเขมรที่สอนให้เด็กๆ และประชาชนทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ทำธุรกิจบริเวณชายแดน จะเป็นภาษาเขมรเบื้องต้นเพื่อการสื่อสารที่เน้นไวยากรณ์เบื้องต้น แต่ยังไม่ได้คำศัพท์และสำเนียงภาษาที่ใช้จริงในชีวิตประจำวันของคนกัมพูชา จึงปิ๊งไอเดียที่จะจับคู่เอาคน 3 กลุ่มมาเจอกัน
นั่นก็คือ กลุ่มนักศึกษาที่ได้แต่หลักไวยากรณ์ สามารถอ่านและเขียนภาษาเขมรได้ กลุ่มน้องๆ โรงเรียนซับม่วงวิทยาที่พูดภาษาเขมรได้ดี เนื่องจากเป็นภาษาที่คุ้นชินตั้งแต่เด็ก เพราะมีพื้นที่ชายแดนติดกัมพูชา เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันและเตรียมเด็กให้มีความพร้อมเข้าสู่เออีซีในอนาคต
ทั้งนี้ มีการใช้กิจกรรมเรียนรู้ผ่านปราชญ์ชาวบ้าน 10 ฐานการเรียนรู้ ได้แก่ ฐานการเรียนรู้การทำนา การเลี้ยงปลาดุก เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมูหลุม ปั้นดินเหนียว ต้นไม้ท้องถิ่น สมุนไพรพื้นบ้าน เลี้ยงวัว วัฒนธรรมและประเพณี และหมอครู (หมอพื้นบ้าน) ซึ่งแต่ละฐานเด็กก็จะได้เรียนรู้คำศัพท์และสำเนียงกลับมานำเสนอในชั้นเรียน เช่น ประโยคที่ว่า “โก ซี ซงเมา” ที่แปลว่า “วัวกินหญ้า” ซึ่งเป็นผสมศัพท์ 3 คำเข้าด้วยกัน
นอกจากนี้ ยังให้พี่จับคู่กับน้องส่งจดหมายถึงกัน เพื่อใช้เป็นช่องทางติดต่อแลกเปลี่ยนและฝึกภาษาระหว่างกัน ซึ่งเด็กที่ร่วมโครงการจับคู่นี้เป็นระดับชั้นปีที่ 12 และชั้นมัธยมปีที่ 1 ซึ่งจะทำให้กว่าจะจบการศึกษาของแต่ละฝ่ายก็ยังมีเวลาอย่างน้อย 23 ปี
ด้าน รสิตา ศรีวิไลเวช หรือน้องซันเกรซ นักเรียนในชั้นเรียนภาษาเขมรรอบประชาชนทั่วไปที่มีอายุน้อยที่สุดในชั้นเรียน ด้วยอายุเพียง 8 ขวบ ที่ร่วมทริปกิจกรรมเรียนรู้ครั้งนี้ด้วย เล่าว่า เธอเริ่มเรียนภาษาต่างประเทศและภาษาอาเซียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ด้วยความที่คุณแม่บอกว่า อาเซียนใกล้เข้ามาแล้วและคนที่รู้ภาษาอาเซียนก็จะได้เปรียบคนอื่นๆ ในอนาคต จึงตัดสินใจเข้ามาเรียนพร้อมกับคุณแม่ และเมื่อเรียนไปก็รู้สึกว่าตัวเองชอบด้วย ไม่ได้มาจากการบังคับทั้งหมด ตั้งแต่นั้นมาก็เริ่มเรียนในหลายๆ ภาษา จนวันนี้สามารถพูดประโยคพื้นฐานทั้งคำทักทาย และประโยคที่ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างแนะนำตัวเองและกินข้าวได้ถึง 9 ภาษา คือ อังกฤษ พม่า เวียดนาม จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย เขมร เกาหลีและญี่ปุ่น
“หนูรู้สึกดีใจและภูมิใจมากที่ตัวเองมีโอกาสได้เรียนรู้และสามารถพูดภาษาอาเซียนได้หลายๆ ภาษา เพราะในอนาคตจะเป็นประโยชน์ต่อตัวหนูเอง แต่ภาษาอาเซียนที่ชอบมากที่สุด คือ ภาษาพม่า แม้ว่าจะยากแต่ตัวหนังสือเขียนและสำเนียงการออกเสียงสวย” น้องซันเกรซเล่า
อาจารย์โสมเพ็ญ แอบกระซิบว่า การที่พากลุ่มประชาชนทั่วไปที่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจชายแดน รวมทั้งบางรายมีการขยายการลงทุนเข้าไปในกัมพูชาแล้วมาร่วมสังเกตการณ์ในทริปนี้ด้วย เพราะว่าส่วนหนึ่งเป็นการมาดูเพื่อค้นหาเด็กและนักศึกษาที่มีศักยภาพ ซึ่งในอนาคตเมื่อเรียนจบอาจจะมีสานต่อ หรือถูกจองตัวให้ไปร่วมทำงานด้วยก็ได้







