
"ซีพีเอ็น" ผุด 30 สาขาอาเซียนใน 3 ประเทศมเลย์-อินโดฯ-เวียดนาม
นับถอยหลังอีกเพียง 2 ปีเศษ ภูมิภาคอาเซียนก็จะก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 ซึ่งจากการรวมตัวกันของ 10 ประเทศดังกล่าวจะส่งผลให้อาเซียนเป็นซิงเกิล มาร์เก็ต ที่มีประชากรรวมกันกว่า 600 ล้านคน เกิดการหมุนเวียนทางด้านเศรษฐกิจและแรงงาน
นับถอยหลังอีกเพียง 2 ปีเศษ ภูมิภาคอาเซียนก็จะก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 ซึ่งจากการรวมตัวกันของ 10 ประเทศดังกล่าวจะส่งผลให้อาเซียนเป็นซิงเกิล มาร์เก็ต ที่มีประชากรรวมกันกว่า 600 ล้านคน เกิดการหมุนเวียนทางด้านเศรษฐกิจและแรงงาน
จากแนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้นดังกล่าว ทำให้บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา หรือซีพีเอ็น ต้องเร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายธุรกิจศูนย์การค้าไปในตลาดอาเซียน ซึ่งประเทศที่ซีพีเอ็นให้ความสนใจเข้าไปศึกษาตลาดมากเป็นพิเศษ 3 ประเทศ คือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม
สำหรับประเทศแรกที่ซีพีเอ็นเลือกที่จะเข้าไปลงทุน คือ มาเลเซีย ด้วยการจับมือร่วมกับ ไอซิตี้ พร็อพเพอร์ตี้ เซ็นดิเรียน เบอร์หาด หรือไอซีพี ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ ไอเบอร์หาด ยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในมาเลเซีย ร่วมกันก่อตั้ง “บริษัท เซ็นทรัลพลาซา ไอซิตี้ มอลล์ มาเลเซีย” เพื่อดำเนินธุรกิจศูนย์การค้าในมาเลเซีย ในสัดส่วนถือหุ้น ซีพีเอ็น 60% และไอซีพี 40%
วัลยา จิราธิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจและบริหารโครงการก่อสร้าง บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า การที่บริษัทเลือกมาเลเซียเป็นประเทศแรกสำหรับการลงทุนศูนย์การค้าในต่างประเทศแถบอาเซียน เนื่องจากเป็นประเทศที่กำลังเติบโตและมีความแข็งแกร่งในทุกด้าน เพราะกำลังเป็นที่จับตาของนักธุรกิจ ส่งผลให้ปัจจุบันมีการลงทุนกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะในภาคธุรกิจค้าปลีก
นอกจากนี้ หากมองในด้านอำนาจการซื้อของคนมาเลเซียยังพบว่าสูงกว่าประเทศไทย เนื่องจากรายได้ของประชากรเฉลี่ยสูงกว่าคนไทยถึง 2 เท่า จากปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ยอดขายของธุรกิจค้าปลีกในมาเลเซีย มีมูลค่าสูงกว่าไทยถึง 4 เท่าตัว แม้ว่าการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกจะน้อยกว่าไทย
ด้วยเหตุนี้ ซีพีเอ็นจึงได้ใช้งบลงทุน 4,000-5,000 ล้านบาท หรือประมาณ 580 ล้านริงกิต ก่อสร้างโครงการเซ็นทรัลพลาซา ไอซิตี้ ในเมืองซาห์อลัม รัฐสลังงอร์ ของมาเลเซียในรูปแบบ “รีจินัล มอลล์” ภายในโครงการไอซิตี้ เมืองเทคโนโลยีแห่งใหม่ของมาเลเซีย เพราะนอกจากจะมีศูนย์การค้าของซีพีเอ็นแล้ว ยังมีอาคารสำนักงานไซเบอร์ เซ็นเตอร์ สำนักงานของบริษัทชั้นนำ โรงแรม อาคารที่พักอาศัย สวนน้ำ และสโนว์โดม
วัลยา กล่าวว่า ในปี 2557 จะเริ่มเข้าไปพัฒนาศูนย์การค้าบนพื้นที่กว่า 28 ไร่ของโครงการ ไอซิตี้ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่รวมประมาณ 182 ไร่ โดยในส่วนของพื้นที่ขายศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ไอซิตี้ มีพื้นที่ประมาณ 8.9 หมื่น ตร.ม. ซึ่งภายในพื้นที่ดังกล่าวบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาว่าจะนำห้างสรรพสินค้าแบรนด์ใดเข้ามาเปิดให้บริการระหว่างห้างเซ็นทรัล และห้างสรรพสินค้าโรบินสัน
ในด้านของการก่อสร้าง ซีพีเอ็นจะเป็นผู้ควบคุมการออกแบบศูนย์การค้าและบริหารศูนย์การค้าในฐานะบริษัทบริหารศูนย์การค้า ด้วยการนำความแตกต่างและแปลกใหม่ไปสู่วงการค้าปลีกของมาเลเซีย ทั้งในส่วนของการนำแบรนด์ชั้นนำของไทยและนวัตกรรมการออกแบบศูนย์การค้ามาใช้ในศูนย์การค้าดังกล่าวภายใต้คอนเซปต์ อาเซียน จีลอรี่ แอท เซ็นทรัลพลาซา ไอซิตี้
จุดเด่นของคอนเซปต์ดังกล่าวจะเป็นการนำเส้นสายและแสงสีแห่งความยิ่งใหญ่ของอาเซียนออกแบบให้มีเส้นสายเปล่งประกาย โดยใช้เส้นแสงของไฟในงานออกแบบมาตกแต่งตัวอาคารเพื่อให้สอดคล้องกับความยิ่งใหญ่ของภูมิภาคอาเซียนเมื่อเปิดเออีซี และสื่อถึงความเป็นเมืองแห่งเทคโนโลยีของโครงการ ไอซิตี้ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ให้คนเข้ามาใช้ชีวิตได้ทั้งกลางวันและกลางคืน
หลังจากนั้นคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการในปี 2559 หลังจากเปิดให้บริการคาดว่าจะถึงจุดคุ้มทุนใกล้เคียงกับการลงทุนในประเทศไทยคือ 78 ปี ซึ่งในส่วนของศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ไอซิตี้ ที่เมืองซาห์อลัม รัฐสลังงอร์ มาเลเซียแห่งนี้ถือว่ามีขนาดพื้นที่และรูปแบบของตัวศูนย์การค้าใกล้เคียงกับศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ
จากช่องว่างของธุรกิจค้าปลีกในมาเลเซียที่มีอีกมาก ในอนาคตซีพีเอ็นมีแผนที่จะขยายศูนย์การค้าในมาเลเซียให้ครบ 10 สาขา ขณะที่แผนการดำเนินธุรกิจค้าปลีกในภูมิภาคอาเซียนอีก 5 ปีนับจากนี้ (2556-2560) ซีพีเอ็นคาดว่าจะเปิดศูนย์การค้าประมาณ 23 สาขา ซึ่งแต่ละสาขาคาดว่าจะใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 4,000-5,000 ล้านบาท
นอกเหนือจากมาเลเซียที่ซีพีเอ็นกางแผนจะบุกหนักในธุรกิจศูนย์การค้าแล้ว ประเทศต่อไปที่กำลังศึกษาตลาดอย่างเข้มงวด คือ อินโดนีเซีย และเวียดนาม แม้ว่าขณะนี้จะยังไม่สามารถเปิดเผยแผนที่แน่ชัดได้ แต่จากการแย้มแผนคร่าวๆ ของ วัลยา ว่าทั้ง 3 ประเทศจะต้องมีศูนย์การค้าแต่ละประเทศไม่ต่ำกว่า 10 สาขา คงพอจะทำให้เห็นภาพแผนรุกตลาดต่างประเทศได้พอสมควร หลังจากก่อนหน้านี้ออกมาเปิดแผนตั้งรับ ด้วยการสยายปีกสาขาในประเทศแบบปูพรมปีละ 23 สาขา ภายใต้งบลงทุนรวม 1.2-1.5 หมื่นล้านบาท







