
กองทุนอสังหาฯจวกม็อบ
UOBAPFรับผู้เข้าพักหด10% รร.อมารีชูมีประกันรายได้ขั้นต่ำ
โพสต์ทูเดย์
— กองทุน UOBAPF รับม็อบฉุดผู้เช่าพักตึกย่านหลังสวนหดเหลือ 80% จาก 8590% “QHOPURBNPF” ยังไม่ได้ข้อมูลนายวนา พูนผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ยูโอบี (ไทย) เปิดเผยว่า ผลจากการชุมนุมทางการเมืองแยกราชประสงค์ส่งผลให้ยอดการเข้าพักในอาคารเนเชอรัล วิลล์ เรสซิเด้นท์ ถนนหลังสวน ซึ่งกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ยูโอบี อะพาร์ทเมนท์ หนึ่ง (UOBAPF) ลงทุนในสิทธิการเช่าในอาคารดังกล่าวมีอัตราผู้เช่าลดลงเหลือประมาณ 80% จากเดิมมีอัตราผู้เข้าพักเฉลี่ยที่ 8590%
“
ช่วงนี้อัตราการเข้าพักก็ชะลอไปบ้าง แต่โดยรวมถือว่าดีขึ้นจากปีก่อน เพราะปีก่อนหน้าที่มีการชุมนุมยอดการเข้าพักลดลงไปถึง 70% แล้วปีนี้ก็กลับขึ้นมาที่ 80% เนื่องจากผู้เช่าส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจจากยุโรปและมีบางส่วนที่เป็นเอเชีย ซึ่งส่วนใหญ่ยังต้องทำงานในประเทศไทยทำให้อัตราการเข้าพักไม่ได้ลดลงไปมาก ถือว่าดีกว่าธุรกิจโรงแรมที่จะได้รับผลกระทบมากกว่า” นายวนา กล่าวอย่างไรก็ตาม บริษัทยังอยู่ระหว่างเจรจาเพื่อขายอาคารให้แก่ผู้ที่สนใจ และหวังว่าปัญหาการเมืองจะคลี่คลายลงในที่สุด
นายต่อ อินทวิวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายธุรกิจกองทุนรวมและที่ปรึกษาการลงทุน บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานจากผู้บริหารโรงแรมอมารี บูเลอวาร์ด ถนนสุขุมวิท ซอย 5 ซึ่งกองทุนสิทธิการเช่าควอลิตี้ ฮอลพิทอลลิตี้ (QHOP) ลงทุนอยู่ แต่ไม่อยากให้ผู้ถือหน่วยลงทุนกังวลมากนัก เพราะเจ้าของโรงแรมยังมีการรับประกันค่าเช่าขั้นต่ำให้กองทุนอยู่ตามเงื่อนไข
น.ส.หยดพลอย อนันตชัย ผู้จัดการกองทุนอสังหาริมทรัพย์ บลจ.นครหลวงไทย กล่าวว่า กองทุน สิทธิการเช่าเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ (URBNPF) ปีที่ผ่านมามีอัตราผลตอบแทนเงินปันผล 9.26% เมื่อเทียบจากราคาพาร์ที่ 10 บาทต่อหน่วย ซึ่งการชุมนุมที่เกิดขึ้นนั้นยังไม่ทราบว่าได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนผู้เช่าเกิน 1 เดือนขึ้นไปอยู่ที่ 55% และต่ำกว่า 1 เดือนอยู่ที่ 43% โดยอัตราผู้เช่าทั้งปีอยู่ที่กว่า 70%
นายวนา กล่าวอีกว่า ผลการดำเนินงานของ บลจ.ยูโอบี ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมามูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) ของบริษัทลดลงเป็นจำนวนเงิน 3,091.38 ล้านบาท หรือ 6.1% อยู่ที่ 50,672.14 ล้านบาท จากสิ้นปี 2552 อยู่ที่ 53,763.52 ล้านบาท แต่ยังคงเป้าการเติบโตทั้งปีไว้ที่ 50% เช่นเดิม
สำหรับกองทุนที่มีสัดส่วนที่ลดลงคือกองทุนตราสารทุน ลดลง 1.91% เนื่องจากกองทุนมีการจ่ายเงินปันผลในช่วงต้นเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่กองทุนตราสารทุนต่างประเทศลดลงจากสกุลเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทำให้ผลตอบแทนในรูปสกุลเงินบาทลดลง ส่วนกองทุนตราสารหนี้ลดลง 3.34% เนื่องจากนักลงทุนหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น
ไตรมาส1/53 บริษัทออกกองทุนทั้งสิ้น 8 กองทุน แบ่งออกเป็นกองทุนตราสารหนี้ในประเทศจำนวน 1 กองทุน มียอดขายทั้งสิ้น 533.74 ล้านบาท กองทุนตราสารหนี้เกาหลีใต้จำนวน 6 กองทุน มียอดขายทั้งสิ้น 2,718.32 ล้านบาท และกองทุนตราสารทุนประเภททาร์เก็ตฟันด์จำนวน 1 กองทุน มียอดขาย 27.02 ล้านบาท
“
จากเดิมคาดว่าจะออกกองทุน 1314 กองในไตรมาสแรก แต่ก็พลาดเป้า โดยออกได้เพียง 8 กอง จากปัญหาการเมืองที่ทำให้แผนต่างๆ ต้องชะลอออกไปก่อน” นายวนา กล่าวอย่างไรก็ดี บริษัทยังมีแผนที่จะออกกองทุนพันธบัตรเกาหลีใต้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าอัตราผลตอบแทนจะน้อยกว่าปีก่อน แต่ก็ถือว่าดีกว่าการลงทุนในประเทศ โดยเน้นกองทุนระยะสั้น 36 เดือน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ขณะที่ลูกค้าส่วนใหญ่เริ่มมองหาการลงทุนระยะยาวมากขึ้น







