
ส่องธุรกิจอาหารอินโดฯโอกาสที่ท้าทาย
แม้ว่าอินโดนีเซียจะเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่น่าสนใจ แต่การเข้าไปทำธุรกิจในตลาดนี้ไม่ง่าย
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
แม้ว่าอินโดนีเซียจะเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่น่าสนใจ แต่การเข้าไปทำธุรกิจในตลาดนี้ไม่ง่าย ประกอบกับนักธุรกิจไทยยังไม่รู้จักแดนอิเหนามากนัก
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้นำทัพผู้ประกอบการไทยไปร่วมงาน “อินเตอร์ฟู้ด อินโดนีเซีย 2013” โดยนำร่องจากอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งมีโอกาสเติบโตในอินโดนีเซียสูง ซึ่ง 6 ใน 8 อุตสาหกรรมดาวรุ่งที่กรมฯ ส่งเสริมในตลาดอิเหนาเป็นอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะในกลุ่มพรีเมียม
กอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มองว่า แนวทางในการเจาะตลาดอาเซียนจะเน้นประเทศที่ประชากรจำนวนมากและสินค้าที่มีศักยภาพทำตลาดในต่างประเทศได้ โดยจะใช้การแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจเป็นกลไก ซึ่งจะบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศเพื่อให้การทำงานมีพลังมากขึ้น ขณะเดียวกันจะเน้นสินค้าระดับพรีเมียมก่อน เพราะไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร กำลังซื้อในส่วนนี้ก็ไม่ได้รับผลกระทบ
บุญเจือ วงษ์เกษม ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาผู้ประกอบการ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เล่าว่า ตลาดอินโดนีเซียเป็นตลาดใหญ่ มีประชากรมาก แต่ก็มีปัญหาขาดดุลการค้ามากเช่นกัน จึงมีการใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (เอ็นทีบี) ค่อนข้างมาก เพราะไม่เช่นนั้นสินค้าจากต่างประเทศจะทะลักเข้าไป เช่น การที่ผู้ประกอบการไทยต้องยื่นขอรับรองมาตรฐานฮาลาลต่อหน่วยงานของอินโดนีเซีย แม้จะได้รับการรับรองจากหน่วยงานในไทยแล้วก็ตาม ซึ่งประเทศอื่นๆ ก็พบปัญหาเดียวกัน
ในทางกลับกัน สินค้าขาออกประเภทวัตถุดิบก็ไม่ใช่จะซื้อขายได้ง่าย เพราะรัฐบาลอินโดนีเซียมีนโยบายสำรองวัตถุดิบไว้ใช้ในประเทศ ลำพังการผลิตป้อนคนในประเทศก็ไม่เพียงพอ หากปล่อยให้ส่งออกจำนวนมากก็จะทำให้ปริมาณวัตถุดิบลดลง ต้นทุนสูงขึ้น และกระทบการบริโภคในประเทศ
ตลาดสินค้าอาหารในอินโดนีเซียมีศักยภาพมาก แต่สำหรับกลุ่มเอสเอ็มอีการบุกตลาดอาหารแดนอิเหนาไม่ง่ายนัก เพราะมีสายป่านไม่ยาวเท่ากับรายใหญ่ๆ ดังนั้นเอสเอ็มอีจึงต้องใช้กลยุทธ์แบบกองโจรเมื่อมีกำลังน้อยก็ไม่สามารถเปิดสงครามแข่งขันเต็มรูปแบบได้ ผู้ประกอบการรายเล็กอาจปรับใช้วิธีอื่นๆ เช่น ให้บริษัทท้องถิ่นนำสินค้าเข้าไปเป็นล็อตใหญ่ๆ แล้วปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์และชื่อแบรนด์สำหรับขายในตลาดอินโดนีเซีย หรือจับมือกับพันธมิตรท้องถิ่น อย่างกรณีของแบรนด์รอยไทยของ บริษัท อำพลฟูดส์ ที่พยายามหาทางเข้าตลาดอินโดนีเซียอยู่นาน จนกระทั่งหันไปจับมือกับพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อดำเนินการให้
ธุรกิจไทยที่สนใจตลาดนี้ควรเข้าไปดูลู่ทางเพื่อหาวิธีที่สามารถปรับใช้ได้ อาจไม่จำเป็นต้องลุยเข้าไปเองตรงๆ ตลาดอินโดนีเซียไม่ง่าย แต่หากมีจุดแข็งและความพร้อมก็น่าจะลองเข้าไปศึกษาหาโอกาส เพราะตลาดแดนอิเหนามีประชากรและทรัพยากรมาก อาจเป็นทางเลือกสำหรับธุรกิจไทยที่อยากออกไปโตนอกบ้าน ซึ่งต้องมองระยะยาวมากกว่าระยะสั้น รวมทั้งต้องพัฒนาเรื่องอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ให้อยู่ได้นานขึ้น
ปกรณ์พรรณ เผือกสวัสดิ์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท จิมสกรุ๊ป เล่าว่า บริษัทส่งออกผลิตภัณฑ์กาแฟพร้อมดื่มในถ้วยกระดาษและซุปกึ่งสำเร็จรูปมาขายในตลาดอินโดนีเซีย เพราะมองเห็นโอกาสมหาศาลและคนอินโดนีเซียมองสินค้าไทยอยู่ในระดับพรีเมียม
การนำสินค้าอาหารเข้ามาขายในตลาดอินโดนีเซียมีต้นทุนสูง รวมทั้งมีขั้นตอนยุ่งยาก เพราะต้องขอเลขจดทะเบียนการขายจากหน่วยงานอาหารและยาของอินโดนีเซีย (BPOM) ซึ่งใช้เวลาร่วม 6 เดือน ไม่เช่นนั้นจะวางขายในอินโดนีเซียไม่ได้ รวมถึงต้องขอตราฮาลาลกับหน่วยงานของอินโดนีเซีย แม้จะผ่านการรับรองจากหน่วยงานของไทยแล้วก็ตาม ขณะที่หากส่งขายประเทศมุสลิมอื่นๆ ไม่มีปัญหา นอกจากนี้ สินค้าต้องมีฉลากภาษาอินโดนีเซีย
พัชราภรณ์ วงศ์สุวรรณ ผู้บริหาร บริษัท ทรอปิคานา ออยล์ ผู้ผลิตสินค้าหลากหลายชนิดจากน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น กล่าวว่า มาอินโดนีเซียเป็นครั้งแรก เพราะเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพและอินโดนีเซียมีมะพร้าวมาก แต่ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกับที่บริษัทขายอยู่ เพราะสินค้าของทรอปิคานา ออยล์ เป็นระบบสกัดเย็น คุณภาพของน้ำมันมะพร้าวจึงยังมีวิตามินอีสูงและมีน้ำมันกะลาที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งแบคทีเรีย ทั้งนี้ บริษัทมองว่าจะทำตลาดในระดับพรีเมียมและอาจใช้ร้านขายยาเป็นช่องทางจำหน่าย
ด้าน รินาลดี เฟอร์มันสยาห์ ผู้บริหารของบริษัท สวานิช โบกา อินดัสเตรียล ผู้ประกอบการเบเกอรีสัญชาติอินโดนีเซีย แนะว่า นักธุรกิจไทยที่สนใจจะเข้าไปทำธุรกิจที่อินโดนีเซียต้องหาหุ้นส่วนที่ดีสำหรับกระจายสินค้า รวมทั้งต้องมีเงินทุนเพียงพอและมีทักษะสามารถแข่งขันกับสินค้าท้องถิ่นได้ เพราะมีกฎระเบียบบางอย่างที่เอื้อให้สินค้าท้องถิ่นและมีความซับซ้อน ซึ่งนักธุรกิจต่างชาติต้องรู้







