
แก้กฎเหล็กก่อนอัดฉีด
....สุรชัย กำพลานนท์วัฒน์
ไม่ใช่แค่ลูกหลง แต่งานนี้โดนเต็มๆ แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับประชาชนคนทำงานและผู้ประกอบการที่อยู่ในบริเวณชุมนุมทางการเมือง ณ เวลานี้
ทำเลทองที่ราคาที่ดินแพงที่สุดในประเทศไทย...แต่ได้เกิดความเสียหายมากที่สุดของประเทศ!
เสียดายที่ไม่มีหน่วยงานหรือสถาบันใดทำการสำรวจเก็บตัวเลขชัดๆ ว่ามีกี่มากน้อย คงมีเพียงการประมาณการตัวเลขผู้คนประเภทลูกจ้างรับประทานเงินเดือนหลายหมื่นคน
ส่วนพ่อค้าแม่ขายผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็อ่วมอรทัยไปหลายพันราย
งานไม่ได้ทำ...ร้านไม่ได้ค้าขาย...รายได้ไม่มี แต่ภาระหนี้สินยังเดินหน้าไม่มีวันหยุด
ทั้งหนี้บ้าน หนี้บัตรเครดิต หนี้เช่าซื้อ รวมถึงหนี้ธุรกิจ สถานการณ์แบบนี้อีกไม่นานคงตายกันหมดทั้งฝ่ายลูกหนี้และเจ้าหนี้!
ถึงเวลานี้คงหนีไม่พ้นที่ต้องมีการขอความช่วยเหลือจากรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่พูดถึงเป็นอันดับต้นๆ คือ ภาระหนี้สินเดิมที่ผู้เดือดร้อนมีอยู่กับสถาบันการเงินและเงินกู้ฉุกเฉินที่ต้องอัดฉีดต่อลมหายใจให้กับผู้ประกอบการ
บทเรียนในปีที่แล้ว มาตรการทางการเงินที่ดีหลายอย่างที่รัฐบาลคิดช่วยผู้เดือดร้อนผ่านสถาบันการเงินทั้งของรัฐและเอกชน เกิดปัญหาอุปสรรคในทางปฏิบัติมากมายจนไม่สามารถเดินหน้าดั่งที่ควรจะเป็น
ครั้งนี้เพื่อให้นโยบายและมาตรการแก้ไขความทุกข์ยากของผู้เดือดร้อนเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผมอยากฝากประเด็นให้ผู้เกี่ยวข้องประสานความร่วมมือช่วยกันทำ
ประเด็นข้อเสนอ...ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝ่ายผู้เดือดร้อนจำนวนมากและกระจัดกระจายมีความต้องการที่จะให้รัฐบาลช่วย ตรงนี้ถ้าให้ผู้เดือดร้อนแต่ละคน แต่ละกลุ่ม แต่ละสถานที่ ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างเสนอ รับรองว่าไม่มีข้อยุติแน่นอน รัฐบาลเองก็ไม่รู้จะช่วยยังไงให้ทุกคนพอใจ
เพราะฉะนั้น ทางฝ่ายผู้เดือดร้อนจากเหตุการณ์ในครั้งนี้จึงควรมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน จะเป็นในรูปของชมรม สมาคม หรือกลุ่มบุคคล โดยมีการสรุปข้อเสนอและตัวเลขการขอความช่วยเหลือให้ชัดเจนเพื่อเป็นการบ้านให้รัฐบาลนำกลับไปพิจารณาและออกมาตรการมาตอบสนอง
ข้อเสนอต่างๆ นั้นควรมีการแบ่งกลุ่มเรียงลำดับความสำคัญ อะไรก่อนอะไรหลัง อะไรเป็นเรื่องเร่งด่วนระยะสั้นเฉพาะหน้า และไม่ควรตั้งข้อเสนอแบบสุดโต่งหรือขอแบบกระจัดกระจายร้อยแปดเรื่อง ซึ่งจะทำให้การกำหนดมาตรการความช่วยเหลือเป็นไปได้ยาก
ประเด็นนโยบายและการปฏิบัติ...ประเด็นนี้เป็นเรื่องของรัฐบาลเต็มๆ
แน่นอนที่สุดนโยบายและมาตรการต่างๆ ที่จะทำนั้นย่อมมีผลทางการเมืองในระยะต่อไป อะไรทำไว้ดีก็จะส่งผลดีต่อการเมือง ทั้งนี้ฝ่ายการเมืองคือผู้มอบนโยบาย สถาบันการเงินคือภาคปฏิบัติ
แต่เนื่องจากสถาบันการเงินต้องอยู่ภายใต้กฎเหล็กที่มีหน่วยงานกำกับ หากฝ่ายนโยบายสั่งตรงไปยังฝ่ายปฏิบัติให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้โดยไม่มีการเคลียร์กับฝ่ายกำกับ มันก็มีปัญหาสะดุดเหมือนอย่างปีกลายที่ผ่านมา ซึ่งในที่สุดฝ่ายนโยบายก็จะถูกบ่นก่นด่ากลับมาอย่างรุนแรง แทนที่จะได้กล่องก็จะได้ก้อนอิฐแทน
เพราะฉะนั้น ครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นนโยบายหรือมาตรการอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเงินทั้งเรื่องการผ่อนปรนผ่อนผันการปัญหาภาระหนี้เดิมหรือการเพิ่มเติมสินเชื่อใหม่เพื่อช่วยเหลือเสริมสภาพคล่องให้กับกิจการที่ได้รับผลกระทบ
ฝ่ายนโยบายต้องเคลียร์กับฝ่ายกำกับเพื่อปลดล็อกกติกาบางอย่างที่บรรดานายแบงก์ทั้งหลายเรียกว่า...กฎเหล็ก...ให้ฝ่ายปฏิบัติทั้งของรัฐและเอกชนสามารถทะลุทะลวงอัดฉีดเม็ดเงินให้ความช่วยเหลือผู้เดือดร้อนในครั้งนี้ได้อย่างเต็มกำลัง
นโยบายที่ดี มาตรการที่ดี ต้องสามารถส่งผ่านสู่ภาคการปฏิบัติไปถึงมือผู้เดือดร้อนอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ
เราทุกคนล้วนทราบกันดีว่า เหตุการณ์ความไม่สงบครั้งนี้อยู่นอกเหนือความคาดหมาย เกินกว่ากติกาปกติ ถ้าจะช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการตาดำๆ ให้อยู่รอดในยามนี้ได้ รัฐบาลต้องกล้าคิดกล้าฉีกออกนอกกติกา







