
ต่างชาติทิ้งอีกไม่มาก4หมื่นล.
ยูบีเอส เป็นแชมป์ทิ้งหุ้นหนักสุด 4.35 หมื่นล้าน ส่วนบัวหลวง ซื้อมากสุด 2.66 หมื่นล้าน
ยูบีเอส เป็นแชมป์ทิ้งหุ้นหนักสุด 4.35 หมื่นล้าน ส่วนบัวหลวง ซื้อมากสุด 2.66 หมื่นล้าน
นักลงทุนต่างชาติขนหุ้นไทยออกมาขายทั้งสิ้น 116,085.55 ล้านบาท นับตั้งแต่เดือน ม.ค. ถึงวันที่ 29 ส.ค. 2556 ทำให้ดัชนีหุ้นดิ่งลงเร็วและรุนแรงจากระดับสูงสุดที่ 1,643.43 จุด เมื่อเดือน พ.ค. ลงมาปิดที่ 1,294.30 จุด ณ วันที่ 30 ส.ค. ปรับตัวลง 26.97% หรือลดลง 349.13 จุด แต่หากเปรียบเทียบกับดัชนีปิดเมื่อสิ้นปี 2555 ที่ 1,391.93 จุด ดัชนีร่วงลงมาแล้ว 97.63 จุด ลดลง 7.54%
ทั้งนี้ แรงขายของนักลงทุนต่างชาตินับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 29 ส.ค. พบว่าเป็นแรงขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูบีเอส มากที่สุด ขายสุทธิกว่า 4.35 หมื่นล้านบาท รองลงมาคือ บล.เครดิต สวิส หรือ CS ขายสุทธิ 2.15 หมื่นล้านบาท ขณะที่ บล.ซี แอล เอส เอ (CLSA) ขายสุทธิ 5,415 ล้านบาท และเจ.พี. มอร์แกน ขายสุทธิ 1,322 ล้านบาท
สำหรับโบรกเกอร์ไทยนั้น แรงขายมากจาก บล.ฟินันเซีย ไซรัส (FSS) ขายที่สุด 1.94 หมื่นล้านบาท ตามด้วย บล.เอเซีย พลัส (ASP) ขายสุทธิ 2,753 ล้านบาท บล.ทรีนีตี้ ขายสุทธิ 3,089 ล้านบาท และ บล.เคทีซีมิโก้ ขายสุทธิ 1.38 หมื่นล้านบาท
ขณะเดียวกันโบรกเกอร์ที่ยังมียอดซื้อสุทธิ คือ บล.บัวหลวง ซื้อสุทธิ 2.66 หมื่นล้านบาท บล.ภัทร ซื้อสุทธิ 1.17 หมื่นล้านบาท และ บล.ไทยพาณิชย์ ซื้อสุทธิ 2.2 หมื่นล้านบาท
ด้าน บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าแรงขายจากต่างชาติจะมีอีกไม่มากไปกว่า 4 หมื่นล้านบาท และน่าจะกดดันให้ดัชนีหุ้นปรับลดลงอีกไม่เกิน 65 จุด หรือที่ 1,200 จุด แนะนำถือหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินบาท โดยเลือกหุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCC ให้ราคาเป้าหมาย 545 บาท
“ทุกๆ แรงขายของนักลงทุนต่างชาติ 1,000 ล้านบาท จะทำให้ดัชนีหุ้นลดลง 1.6 จุด” บล.เอเซีย พลัส ระบุ
อย่างไรก็ดี นับจากปี 2552 มูลค่าเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นตามลำดับจนมาถึงระดับสูงสุดเมื่อถึงวันที่ 18 มี.ค. 2556 พบว่ามูลค่าซื้อสุทธิสะสมรวมประมาณ 1.96 แสนล้านบาท และมีมูลค่าตลาดสูงถึง 3.2 แสนล้านบาท หลังจากนั้นเกิดแรงขายทำกำไรออกมาและกดดันดัชนีหุ้น จนทำให้มูลค่าเงินลงทุนตามราคาตลาดของเม็ดเงินก้อนดังกล่าวปรับลดลงมาเหลือเพียง 1.5 แสนล้านบาท หรือลดลง 53.37% (แยกได้เป็นการปรับลดลงจากดัชนีหุ้น 18.79% และลดลงจากการขายออกมา 34.58%)
นอกจากนั้น บริษัทได้ปรับลดประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนในปีนี้ลงจากเดิม 6.8% เป็นกำไร 8.48 แสนล้านบาท คิดเป็น 97.64 บาท หรือเติบโต 14.7% จากปีก่อน ส่วนปี 2557 คาดหมายกำไรต่อหุ้นโต 12.1% อยู่ที่ 109.46 บาท







