
ยูโอบีชี้ศก.เอเชียพร้อมรับยกเลิกQE
ยูโอบีชี้ศก.เอเชียเตรียมพร้อมรับการไหลออกของเงินทุนจากการยกเลิกมาตรการ QE ส่วนศก.ไทยปีนี้จะโต 3.8%
ยูโอบีชี้ศก.เอเชียเตรียมพร้อมรับการไหลออกของเงินทุนจากการยกเลิกมาตรการ QE ส่วนศก.ไทยปีนี้จะโต 3.8%
จิมมี่ โค หัวหน้าฝ่ายนักลงทุนและวิจัยของธนาคารยูโอบี สิงคโปร์ กล่าวว่า การลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) และอัตราดอกเบี้ยที่อาจเพิ่มสูงขึ้น อาจนำไปสู่การที่เงินทุนระดับโลกไหลออกจากเอเชีย สถานการณ์นี้อาจทำให้มีแรงกดดันอย่างต่อเนื่องกับเงินเอเชียสกุลต่างๆ ซึ่งอ่อนตัวลงตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2556 โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าเงินบาทไทยลดลง 10% จากเดือนเมษายนจนถึงปัจจุบัน และคาดว่าค่าเงินบาทไทยจะยังคงผันผวน และมีแนวโน้มที่ค่าเงินบาทจะอยู่ที่ 33.00 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ เมื่อสิ้นสุดไตรมาสที่สาม และมีแนวโน้มจะคงที่อยู่ที่ 31.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ จนถึงสิ้นปีนี้
“การลดค่าเงินเมื่อเร็วๆ นี้ในประเทศเอเชียไม่ได้เป็นภาพสะท้อนความอ่อนแอทางเศรษฐกิจในภูมิภาค แต่เป็นผลของข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจากสหรัฐฯ” มร.โค กล่าว
“บริษัทและสถาบันการเงินต่างๆ ของเอเชียที่เคยเรียนรู้จากวิกฤตการณ์ที่ผ่านมา ได้สร้างงบดุลที่แข็งแรงขึ้นและระดับหนี้สินต่อทุน (gearing levels) ที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งทำให้องค์กรเหล่านี้มีความยืดหยุ่น และอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าในการจัดการกับความไม่แน่นอนของตลาด ผู้กำหนดนโยบายขององค์กรเหล่านี้ในเอเชียทำงานแบบเชิงรุกและเตรียมความพร้อมก่อนเพื่อจัดการกับภาวะเงินเฟ้อของราคาสินทรัพย์และเครดิตของผู้บริโภค เรามั่นใจว่าเศรษฐกิจเอเชียในวันนี้พร้อมแล้วที่จะรับมือกับวงจรเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน”
มร. โค กล่าวว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเพียงแค่เพิ่มอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในปีพ.ศ. 2558 เพื่อให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางต่างๆ ในเอเชียมีเวลาในการปรับนโยบายทางการเงิน และทำให้นักลงทุนและนักธุรกิจมีเวลาในการจัดการกับต้นทุนการกู้ยืมที่อาจสูงขึ้นได้
แม้ว่ายูโอบี สิงคโปร์ไม่ได้คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับเปลี่ยนนโยบายอัตราดอกเบี้ยจนกว่าจะถึงสิ้นปีพ.ศ. 2556 แต่ก็เชื่อว่ายังมีโอกาสที่อัตราดอกเบี้ยจะลดลงต่ำกว่าอัตราปัจจุบันที่ 2.5% หากมีความจำเป็นที่จะป้องกันความเสี่ยงเชิงลบต่อความต้องการในประเทศ
ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของไทย (GDP) ในไตรมาสที่สองหดตัวเป็นครั้งที่สอง ที่ 0.35% เมื่อเทียบกับการปรับตัวไตรมาสต่อไตรมาส ตามหลักการแล้วถือว่าเศรษฐกิจอยู่ในภาวะถดถอย ในมุมมองของการดำเนินงานที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ยูโอบี สิงคโปร์คาดว่าการเติบโตในช่วงครึ่งปีหลัง จะเป็นไปอย่างช้าๆ และคาดว่า GDP ของประเทศไทยจะโตที่ 3.8% ในปีพ.ศ. 2556 เมื่อเทียบกับปีก่อน
อย่างไรก็ตาม มร.โค กล่าวว่าเศรษฐกิจเอเชียจะยังคงได้รับประโยชน์จากการเติบโตด้านการค้า การลงทุน และความ มั่งคั่งของผู้บริโภคภายในภูมิภาค แนวโน้มระยะยาวเหล่านี้จะยังคงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค และป้องกันเศรษฐกิจจากการไหลออกของเงินทุนระดับโลกที่อาจเกิดขึ้น
“การบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนในประเทศไทยจะยังคงส่งเสริมการเติบโตด้านเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 40% ในปีนี้ ทำให้การบริโภคเติบโตขึ้น โดยมีหลักฐานเป็นตัวเลขยอดค้าปลีกที่ดีขึ้น อีกทั้งแผนโครงสร้างขั้นพื้นฐานมูลค่า 2.2 ล้านล้านบาทของรัฐบาลที่คาดหมายว่าจะมีผลกระทบเชิงบวกต่อภาคเอกชน และจะเป็นแรงสนับสนุนความเชื่อมั่นในการลงทุนในปีพ.ศ. 2559 เมื่อ 70% ของจำนวนเงินที่ลงทุนคาดว่าจะได้รับการเบิกจ่าย”







