
จับสัญญาณก่อนถึงวิกฤต
ว่ากันว่า เมื่อเริ่มดำเนินธุรกิจไปได้ระยะหนึ่งแล้ว บรรดาเจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่อาจเริ่มรู้สึกสบายใจและสบายตัวขึ้น เนื่องจากไม่ต้องทุ่มเทเวลา ร่างกายและจิตใจในการประคบประหงมธุรกิจอย่างหนักหน่วงเหมือนดังช่วงที่เพิ่งเริ่มธุรกิจใหม่
ว่ากันว่า เมื่อเริ่มดำเนินธุรกิจไปได้ระยะหนึ่งแล้ว บรรดาเจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่อาจเริ่มรู้สึกสบายใจและสบายตัวขึ้น เนื่องจากไม่ต้องทุ่มเทเวลา ร่างกายและจิตใจในการประคบประหงมธุรกิจอย่างหนักหน่วงเหมือนดังช่วงที่เพิ่งเริ่มธุรกิจใหม่
อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกนี้อาจส่งผลให้ธุรกิจเข้าสู่ภาวะชะงักงันและถูกทิ้งไว้เบื้องหลังคู่แข่งโดยไม่รู้ตัว
ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ประกอบการควรสามารถจับสัญญาณอันตรายสำคัญที่บ่งชี้ให้เห็นว่าธุรกิจเริ่มย่ำอยู่กับที่เพื่อหาทางแก้ไขได้อย่างทันท่วงที ไม่เช่นนั้นธุรกิจอาจเสี่ยงเริ่มใส่เกียร์ถอยหลังได้
สัญญาณอันตรายแรก ได้แก่ ธุรกิจไม่มีการขยายตัวหรือลงทุนเพิ่มเติม ผู้ประกอบการบางรายอาจคิดว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาหรือปรับปรุงธุรกิจใดๆ เนื่องจากธุรกิจเริ่มไปได้สวยแล้ว
ทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาดังกล่าว คือ การวางแผนเชิงกลยุทธ์ที่มีการตั้งเป้าทั้งระยะสั้น กลางและยาวอย่างชัดเจน โดยผู้ประกอบการอาจทบทวนและเพิ่มเติมแผนธุรกิจที่มีอยู่ พร้อมประเมินถึงปัญหาและช่องว่างที่เกิดขึ้น เพื่อสามารถเดินหน้าบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สัญญาณอันตรายต่อมา หนีไม่พ้น ธุรกิจขาดเงินทุน เพราะการทำธุรกิจต้องใช้เงินลงทุน ดังนั้น หากผู้ประกอบการไม่มีเงินทุนที่เพียงพอ หรือไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โอกาสการขยายธุรกิจก็อาจริบหรี่ลง
ดังนั้น เมื่อร่างแผนธุรกิจ เจ้าของธุรกิจควรคำนวณเงินทุนและหาแหล่งเงินทุนไว้อย่างชัดเจน
และสัญญาณอันตรายสุดท้ายคือ ธุรกิจขาดการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าปัจจุบัน เพราะลูกค้าเปรียบเสมือนเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตของธุรกิจ ดังนั้น หากธุรกิจไม่ดำเนินการใดๆ เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับลูกค้าเหล่านั้น นอกจากจะส่งผลให้ธุรกิจสูญเสียฐานลูกค้าเดิมแล้ว ยังเสี่ยงต่อการขยายฐานลูกค้าเพิ่มเติมในอนาคต
ในการแก้ไขปัญหาข้างต้น ผู้ประกอบการควรติดต่อเพื่อสอบถามความเห็นของลูกค้าโดยตรง เช่น ตั้งคำถามถึงระดับความพึงพอใจต่อการใช้สินค้า ตลอดจนบริการหลังการขาย เป็นต้น







