
ทันสถานการณ์
กรอ.ย้ำโรงบรรจุเอ็นจีวีต้องขอ รง.4
กรอ.ย้ำโรงบรรจุเอ็นจีวีต้องขอ รง.4
นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้วินิจฉัยว่าโรงแบ่งบรรจุก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) เข้าข่ายเป็นโรงงานอุตสาหกรรม ตาม พ.ร.บ.โรงงานอุตสาหกรรม พ.ศ. 2535 ซึ่งต้องขออนุญาตใบประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรม (รง.4) จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ ข้อวินิจฉัยดังกล่าวจะทำให้โรงแบ่งบรรจุก๊าซเอ็นจีวี 19 แห่ง ซึ่งเป็นของบริษัท ปตท. 15 แห่ง และของเอกชนอีก 4 แห่ง ที่เปิดดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน มีความผิด 2 ฐานความผิด คือ ตั้งโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และประกอบการโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับไม่เกิน 2 แสนบาท และจำคุกไม่เกิน 2 ปี ดังนั้น กรอ.ได้ประสานไปยังอุตสาหกรรมจังหวัดให้แจ้งผู้ประกอบการเพื่อเสียค่าปรับ หลังจากนี้ผู้ประกอบการทั้งหมดต้องยื่นขอใบอนุญาต รง.4 กับกระทรวงอุตสาหกรรม โดยโรงแบ่งบรรจุของ ปตท. 5 แห่ง ในเขต กทม. ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ กรอ. ได้ยื่นขออนุญาตมาแล้ว สำหรับโรงงานที่ไม่ติดปัญหาผังเมืองและยื่นเอกสารครบถ้วน จะสามารถออกใบ รง.4 ให้ได้ภายใน 30 วัน
อย่างไรก็ตาม แม้จะต้องมีคำสั่งให้หยุดดำเนินการที่ผิดกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติคงจะให้หยุดการแบ่งบรรจุก๊าซไม่ได้เพราะจะกระทบต่อกระบวนการจ่ายก๊าซไปยังสถานีต่างๆ และสร้างผลกระทบในวงกว้างเนื่องจากทั้ง 19 แห่งเป็นเอ็นจีวีสำหรับภาคการขนส่ง ดังนั้นจึงให้ผู้ประกอบการยังดำเนินการต่อไปแต่ต้องเสียค่าปรับวันละ 5 พันบาท จนกว่าจะได้รับใบอนุญาต รง.4
ทั้งนี้ คาดว่าสำหรับโรงงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ติดปัญหาผังเมืองคาดว่าเมื่อยื่นเอกสารครบกระทรวงฯ จะสามารถออก รง.4 ให้ได้ภายใน 30 วัน แต่สำหรับโรงงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ขัดต่อกฎหมายผังเมือง ซึ่งขณะนี้พบว่าจากโรงงาน 15 แห่งของ ปตท. ขัดกฎหมายผังเมืองอยู่ 10 แห่ง ส่วนของเอกชนรายอื่น 4 แห่ง ขัดกฎหมายผังเมืองอยู่ 2 แห่ง กลุ่มนี้สามารถอาศัย ม.16 พรบ.โรงงานอุตสาหกรรม ในการยื่นอุทธรณ์ต่อ รมว.อุตสาหกรรมเพื่อวินิจฉัยภายใน 30 วัน นับแต่ที่ได้รับคำสั่งให้หยุดประกอบกิจการ ซึ่งคำวินิจฉัยของ รมว.อุตสาหกรรมถือว่าเป็นที่สุด
“ในกรณีนี้ รมว.อุตสาหกรรมอาจมีคำวินิจฉัยว่าเป็นกรณีความมั่นคงทางพลังงานของประเทศและสามารถออก รง.4 ให้ได้ ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าอาจจะเร็วกว่าการยื่นขออนุญาตตามปกติ แต่หากเป็นกรณีที่ผู้ประกอบการมีหลักฐานว่าเคยมีการขออนุญาตตั้งโรงงานหรือดำเนินการใดจาก กรอ. แล้วก็สามารถใช้เป็นหลักฐานเพื่อขอ รง.4 ได้โดยไม่ต้องยื่นอุทธรณ์กับ รมว.อุตสาหกรรม”
นายณัฐพล กล่าวว่า การที่ต้องให้ผู้ประกอบการขอ รง.4 ไม่ใช่กรณีเลือกปฏิบัติเพราะผู้ประกอบการทุกรายต้องดำเนินการกัน และมีความเท่าเทียบระหว่างโรงแบ่งบรรจุก๊าซเอ็นจีวี และแอลพีจี จากอดีตที่มีเฉพาะแอลพีจีที่ต้องขอ รง.4 ทั้งที่มีการประกอบการลักษณะเดียวกัน
นอกจากนี้ สำนักงานกฤษฎีกาได้ส่งข้อคิดเห็นมายังกระทรวงอุตสาหกรรมว่าเกี่ยวกับโรงแบ่งบรรจุก๊าซนี้มีกฎหมายพรบ.ควบคุมเชื้อเพลิงพลังงานควบคุมอยู่แล้วควรมีการปรับแก้ว่าไม่ต้องอยู่ภายใต้ พรบ.โรงงานหรือไม่ แต่เรื่องนี้ กรอ.เห็นว่า หากไม่ใช้ พรบ.โรงงานอุตสาหกรรมเข้าไปดูแล พรบ.ควบคุมเชื้อเพลิงพลังงาน อาจจะยังไม่ครอบคลุมการดูแลสภาพการเป็นโรงงาน เมื่อเกิดปัญหาขึ้นอาจเกิดช่องว่างทางกฎหมาย ไม่มีหน่วยงานใดสามารถสั่งหยุดหรือปรับปรุงการดำเนินการได้ เหมือนกับกรณีน้ำมันรั่วที่ชายฝั่งมาบตาพุดที่ไม่ชัดเจนว่าหน่วยงานใดรับผิดชอบสั่งการ
เพิ่มผลิตพืชอาหารโรงเรียนตชด.
นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดโครงการพัฒนาการผลิตพืชอาหารในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) และชุมชน เพื่อเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา พ.ศ. 2558 ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการผลิตทางการเกษตรในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของกลุ่มยุวเกษตรกรในโรงเรียน กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร และกลุ่มเกษตรกรอื่นๆ พร้อมขยายผลสู่โรงเรียน ตชด. ภายใต้โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันทั่วไป ตลอดจนขยายผลไปยังหมู่บ้านที่ตั้งโรงเรียนเพื่อให้เกิดการพัฒนาอาชีพด้านการเกษตร
ตลอดจนขยายผลไปยังหมู่บ้านที่ตั้งโรงเรียน เพื่อให้เกิดการพัฒนาอาชีพด้านการเกษตร ลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกนำไปสู่การพึ่งพาตนเอง เสริมสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน
สำหรับโครงการฯ นี้นอกจากจะเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา มีเป้าหมายการดำเนินงานในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน จำนวน 60 โรงเรียน และชุมชนที่ตั้งโรงเรียน จำนวน 60 ชุมชนในพื้นที่ 39 จังหวัด โดยเริ่มดำเนินงานในปี พ.ศ. 2556 และสิ้นสุดโครงการฯในปี พ.ศ.2558 ใช้งบประมาณในโครงการ3ปีจำนวน 10 ล้านบาท
เร่งขยายสมาร์ทโพรวินซ์
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติงบประมาณให้ 200 ล้านบาท เพื่อขยายโครงการสมาร์ทโพรวินซ์ที่ จ.นครนายก ซึ่งเป็นจังหวัดนำร่องโครงการดังกล่าวให้ครอบคลุมทั่วจังหวัดในสิ้นปี 2557 โดยมีเป้าหมายคือต้องการให้ประชาชนได้รับความสะดวกรวดเร็วในการตรวจสอบข้อมูลการให้บริการของภาครัฐ รวมถึงข้อมูลสิทธิที่ควรจะได้รับจากภาครัฐผ่านบัตรประจำตัวประชาชน และสามารถทำธุรกรรมหรือขั้นตอนราชการต่างๆ ด้วยตนเองด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อความสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ
สำหรับโครงการดังกล่าวจะเป็นต้นแบบของทุกจังหวัด เพื่อเสริมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ของจังหวัด เช่น เมืองน่าเที่ยวน่าอยู่ ศูนย์สุขภาพ อาหารปลอดภัย สังคมแห่งการเรียนรู้ การบริการประชาชน และเครือข่ายเน็ตเวิร์ก
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะครอบคลุม จ.นครนายก ในปี 2557 จากนั้นในปี 2558 จะขยายผลอีก 10 จังหวัด คือ กทม. นครราชสีมา นครปฐม ชลบุรี ขอนแก่น อุดรธานี สงขลา สุราษฎร์ธานี นครสวรรค์ และเชียงใหม่ ในปี 2559 จะขยายผลอีก 18 จังหวัด ก่อนจะครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศในปี 2562







