posttoday
ปรับเป้าดัชนี

ปรับเป้าดัชนี

27 สิงหาคม 2556

ตัวเลขส่งออกของไทยเดือน ก.ค. ที่กระทรวงพาณิชย์รายงานวานนี้ ถือว่าน่าผิดหวังสำหรับการเริ่มต้นไตรมาส 3 ซึ่งเป็นฤดูส่งออก โดยหดตัว 1.5% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน ทำให้การส่งออกสะสมงวด 7 เดือนแรก แทบไม่เติบโตจากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยเพิ่มเพียง 0.6% YY เทียบกับเป้าทั้งปีของธนาคารแห่งประเทศไทย และสภาพัฒน์ ที่คาดเติบโต 45% ในปีนี้ ดูจะมีความท้าทายมาก นอกจากนี้ดุลการค้าในเดือนนี้ยังคงขาดดุล ซึ่งเป็นการขาดดุลติดต่อกันเป็นเดือนที่ 10 ในระยะนี้ที่ตลาดหุ้นไทยเปราะบางมาก ตัวเลขเศรษฐกิจทุกตัวจะมีความหมายต่อจิตวิทยาการลงทุนมากขึ้น นักลงทุนควรต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจเดือน ก.ค. ที่แบงก์ชาติจะรายงานในวันศุกร์นี้ ว่าทิศทางของเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 3 จะเริ่มต้นอย่างไร

ตัวเลขส่งออกของไทยเดือน ก.ค. ที่กระทรวงพาณิชย์รายงานวานนี้ ถือว่าน่าผิดหวังสำหรับการเริ่มต้นไตรมาส 3 ซึ่งเป็นฤดูส่งออก โดยหดตัว 1.5% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน ทำให้การส่งออกสะสมงวด 7 เดือนแรก แทบไม่เติบโตจากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยเพิ่มเพียง 0.6% YY เทียบกับเป้าทั้งปีของธนาคารแห่งประเทศไทย และสภาพัฒน์ ที่คาดเติบโต 45% ในปีนี้ ดูจะมีความท้าทายมาก นอกจากนี้ดุลการค้าในเดือนนี้ยังคงขาดดุล ซึ่งเป็นการขาดดุลติดต่อกันเป็นเดือนที่ 10 ในระยะนี้ที่ตลาดหุ้นไทยเปราะบางมาก ตัวเลขเศรษฐกิจทุกตัวจะมีความหมายต่อจิตวิทยาการลงทุนมากขึ้น นักลงทุนควรต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจเดือน ก.ค. ที่แบงก์ชาติจะรายงานในวันศุกร์นี้ ว่าทิศทางของเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 3 จะเริ่มต้นอย่างไร

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ครึ่งปีหลังน่าจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีการลงทุนและการส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อน เพราะเข้าสู่ฤดูส่งออก และเป็นช่วงเร่งเบิกจ่ายงบก่อนสิ้นปีงบประมาณพอดี ในขณะที่การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนน่าจะเริ่มกระเตื้องในไตรมาสสุดท้ายของปี ด้วยแรงกระตุ้นของโปรโมชั่นของผู้ประกอบการต่างๆ

แต่ด้วยภาพของการบริโภคในประเทศที่ชะลอ สินเชื่อที่ต่ำกว่าคาด (7 เดือนแรก สินเชื่อขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง 5.7% ขณะที่เดิมเราตั้งเป้าทั้งปีเติบโต 11.7% จึงต้องปรับเป้าลง) และโครงการน้ำ 3 แสนล้านที่เลื่อนออกไป ทางฝ่ายวิเคราะห์ FSS จึงทบทวนประมาณการใหม่ ปรับกำไรของตลาด (Market EPS Growth) จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะเติบโต 26% ลงมาเป็นเติบโต 20% ดังนั้นเมื่ออิง PE 15 เท่า เป้าหมายของดัชนีสิ้นปีนี้จึงลดลงเป็น 1,540 จุด จากเดิมที่คาดการณ์ไว้กว่า 1,700 จุด แต่ถึงแม้จะปรับลงมาแล้ว เป้าใหม่ของดัชนียังมี Upside 15% จากดัชนีปิดวานนี้ ต้องบอกว่าอยู่ในระดับที่ “ซื้อได้” แต่ด้วยความเสี่ยงเรื่องกระแสเงินลงทุนที่ยังมีโอกาสไหลออกอีก ทำให้ยังไม่มีเหตุผลต้องเร่งซื้อหุ้น

โดยเฉพาะในเดือน ก.ย.นี้ ที่ยังไม่พ้นขีดอันตราย ทั้งการชะลอการซื้อพันธบัตรสหรัฐของ Fed เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ออก QE ปลายปี 2551 และการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งจะมีผลต่อเศรษฐกิจในระยะยาวต่อไป ทั้งที่ในอีกมุมหนึ่ง การถอนคันเร่ง (QE) ควรถือเป็นข่าวดีว่าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวได้อย่างมีเสถียรภาพแล้ว ซึ่งย่อมส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลก หรือเรื่องร่าง พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ที่ถึงแม้จะสะดุด ทางกระทรวงคมนาคมได้เตรียมแผนสำรอง โดยดึงเอาโครงการที่มีความจำเป็นออกมานำเสนอเข้า ครม. เพื่อพิจารณาจัดสรรเงินกู้เป็นโครงการๆ ไป ด้วยความเสี่ยงเรื่อง Flow ที่มีโอกาสไหลออก เราได้ประเมิน Downside ของดัชนีที่ระดับ 1,2601,270 จุด เท่ากับค่า Forward PE 12.6 เท่า ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดที่ Flow ไหลออก เมื่อมีการพูดถึงการถอน QE เป็นครั้งแรก

การซื้อหุ้นเพื่อลงทุนสำหรับการขึ้นรอบใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นปลายปี น่าจะต่อราคาได้อีก ในเมื่อความเสี่ยงในเดือนหน้ายังมีพอสมควร และเป็นลักษณะค่อยๆ ซื้อสะสมทีละน้อย หุ้นที่น่าสนใจมีมากมายเกือบทั่วตลาด โดยรวมๆ แล้วคิดว่าหุ้นขนาดใหญ่น่าสนใจกว่าหุ้นขนาดเล็ก เพราะราคาที่ร่วงมาแรงกว่านั่นเอง โดยแนะนำให้ดูหุ้นที่มีความอ่อนไหวน้อยกับการบริโภคที่ชะลอตัว ทนทานต่อเศรษฐกิจขาลง ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อน โครงสร้างทางการเงินแข็งแรง และมี Valuation ถูก ได้แก่ หุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (หุ้นที่ฟื้นตัวและมีปันผลสูง ได้แก่ KCE และ DELTA) กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว (MINT, BGH, AOT) กลุ่มบ้าน (QH, SPALI) กลุ่มธนาคาร (KBANK, BBL) วัสดุก่อสร้าง (DCON, PYLON) กลุ่มพลังงานและปิโตร (PTTEP, PTTGC) รวมถึง THCOM, INTUCH, M, CSL และ SIM

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน