posttoday
เงินทุนป่วนไทยยาว

เงินทุนป่วนไทยยาว

27 สิงหาคม 2556

เคแบงก์คาดผันผวนนานถึง18เดือนเตือนธุรกิจรับมืออาจขายบอนด์สั้น1ปี

เคแบงก์คาดผันผวนนานถึง18เดือนเตือนธุรกิจรับมืออาจขายบอนด์สั้น1ปี

คาดไทยเผชิญภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวนอีกอย่างน้อย 18 เดือน แนะธุรกิจบริหารความเสี่ยง

นายธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะต้องเผชิญกับภาวะความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งเป็นผลมาจากทิศทางการฟื้นตัวของประเทศเศรษฐกิจหลักอย่างสหรัฐไปอีกอย่างน้อย 18 เดือน เนื่องจากตัวเลขดัชนีชีวัดของสหรัฐในขณะนี้ ยังมีทั้งที่ออกมาดีและที่ต่ำกว่าเป้า

นายธีรนันท์ แนะนำว่า ภาคธุรกิจไทยจะต้องมีการปรับตัวบริหารความเสี่ยง เช่น ลงทุนเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดการแข่งขัน และการแสวงหาตลาดใหม่เพื่อรองรับภาวะดังกล่าว

“ตลาดที่เรามองว่ายังดีอยู่และไทยสามารถเข้าไปแข่งขันได้ในด้านราคา เช่น กลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง ลาว พม่า เวียดนาม กัมพูชา กลุ่มประเทศแอฟริกาและยุโรปตะวันออก ส่วนกลุ่มเศรษฐกิจหลักแม้สหรัฐและญี่ปุ่นจะเริ่มดีขึ้น แต่ยังต้องจับตาจีน” นายธีรนันท์ กล่าว

อย่างไรก็ดี ธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะยังคงเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 4% เนื่องจากสัญญาณการฟื้นตัวของสหรัฐและญี่ปุ่นที่ดีขึ้น และค่าเงินบาทเริ่มกลับสู่ทิศทางอ่อนค่าซึ่งจะช่วยให้ภาคการส่งออกในครึ่งปีหลังกระเตื้องขึ้น

ขณะเดียวกันการออกมาตรการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวเพิ่มเติมของรัฐบาลก็น่าจะช่วยเพิ่มการบริโภคภายในประเทศ หลังจากในช่วงที่ผ่านมาประชาชนเริ่มมีรายได้ในกระเป๋าลดลงและไม่กล้าใช้สอยกันมากนัก

นายธีรนันท์ กล่าวว่า ปีนี้ธนาคารยังประเมินว่าสินเชื่อยังเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 911% แม้ว่าการลงทุนของภาครัฐอาจล่าช้าออกไป เนื่องจากการลงทุนและการระดมทุนในภาคเอกชนยังมีอยู่ต่อเนื่อง

ขณะที่ในปีหน้าธนาคารกสิกรไทยจะยังคงเป้าสินเชื่อเอาไว้เท่าเดิมที่ 911% ภายใต้สมมติฐานว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้สูงกว่า 4% เล็กน้อย ซึ่งหมายรวมถึงกรณีที่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักเติบโตดีขึ้นและภาครัฐมีการใช้จ่ายในโครงการลงทุนตามแผน

แหล่งข่าวจากธนาคารต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในช่วง 34 ปีที่ผ่านมา ผลจากมาตรการคิวอีของสหรัฐ ทำให้มีเงินไหลเข้ามาในตลาดตราสารหนี้ไทยจำนวนมากกว่า 8.5 แสนล้านบาท แม้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจะทยอยขายหุ้นและตราสารหนี้ออกไป แต่จากการตรวจสอบการถือครองตราสารหนี้ยังพบว่า เหลืออยู่อีก 7.5 แสนล้านบาท เฉพาะช่วงเดือน ส.ค. ต่างชาติขายสุทธิไปแล้ว 2.75 หมื่นล้านบาท และหากนับรวมกับเดือนก.ค.ที่ผ่านมาจะมีเงินไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไปแล้วร่วม 5 หมื่นล้านบาท

“หลังจากนี้มีความเป็นไปได้ว่า นักลงทุนต่างชาติอาจจะเทขายพันธบัตรอายุมากกว่า 1 ปีออกไปได้ด้วย หากมีสัญญาณไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากหนี้สาธารณะ และความเสียหายจากการจำนำข้าว รวมถึงความสุ่มเสี่ยงของการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท” แหล่งข่าวให้ข้อมูล

ขณะที่ นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้ ประเมินว่า นับจากนี้ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ของไทยยังมีความเสี่ยงสูงจากกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ที่อาจไหลออกอย่างฉับพลันหรือไหลออกอย่างรวดเร็วได้อีก หลังจากช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาไหลออกไปแล้ว 4 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ พบว่าเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยและตลาดตราสารหนี้ตั้งแต่ปี 2552 รวม 1.13 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.6 แสนล้านบาท ดังนั้นยังมีเงินลงทุนที่หมุนเวียนอยู่อีก 3.2 แสนล้านบาท ที่พร้อมเคลื่อนย้าย

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน