posttoday
เถ้าภูเขาไฟพ่นพิษเศรษฐกิจเสียหายยับ

เถ้าภูเขาไฟพ่นพิษเศรษฐกิจเสียหายยับ

25 เมษายน 2553

สัปดาห์ที่ผ่านมาแม้สถานการณ์ในประเทศไทยก็ร้อนแรงจนแทบจะกลบข่าวอื่นๆ สิ้น อีกทั้งนานาประเทศต่างก็เฝ้าจับตามองสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเราอย่างไม่ละสายตา โดยเฉพาะเหล่าสมาชิกประเทศอาเซียน และมิตรประเทศอย่างสหรัฐ ที่ออกแถลงการณ์ด้วยความเป็นห่วงใยฉันมิตร ด้วยความหวังว่าประเทศไทยจะหาทางออกของความขัดแย้ง และความแตกแยกด้วยสันติวิธี และกลับคืนสู่สภาวะปกติโดยไว เพื่อปวงชนชาวไทยเอง และเศรษฐกิจและความมั่นคงอย่างยั่งยืนในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นร้อนสถานการณ์โลกที่น่าติดตามในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอีกหลายประเด็น เริ่มต้นจากสถานการณ์การบินและผลกระทบจากเถ้าถ่านภูเขาไฟที่ไอซ์แลนด์ ที่ทำเอาประชาชนทั่วโลกปั่นป่วนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 1 สัปดาห์แล้ว เนื่องจากมีการปะทุของภูเขาไฟขึ้นมาอีกระลอกในสัปดาห์นี้ ทำให้สายการบินและเที่ยวบินที่คาดว่าน่าจะเปิดดำเนินการได้เป็นปกติเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ก็ต้องชะลอออกไปก่อน หลายสายการบินที่พยายามส่งเครื่องบินออกบินเพื่อทดสอบการเจรจา และมีความเห็นคัดค้านคำสั่งการห้ามบินอย่างต่อเนื่อง เพราะหลายฝ่ายก็หวั่นถึงผลกระทบที่ตามมา

แต่ทว่ารายงานจนถึงปัจจุบันเกือบทุกเที่ยวบินก็สามารถเปิดให้บริการได้อีกครั้งแล้ว และคาดว่าจะส่งผลกระทบความเสียหายต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลก แน่นอนว่ายุโรปจะได้รับผลกระทบนั้นอย่างมหาศาล

องค์การท่องเที่ยวโลก (ดับเบิลยูทีโอ) กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวจะสร้างความเสียหายกับการท่องเที่ยวของยุโรปสูงถึงกว่า 1,720 ล้านยูโร (ราว 7.5 หมื่นล้านบาท)

ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินผลกระทบในด้านการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ทว่ายังมีผลกระทบโดยตรงต่อสายการบินต่างๆ ทั่วโลกอีก ซึ่งเป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัดของบรรดาสายการบินที่ยังไม่ทันได้ฟื้นจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2552 ก็ต้องมาถูกโถมทับด้วยเถ้าถ่านภูเขาไฟในครั้งนี้อีก ความเสียหายที่เกิดขึ้นถูกมองว่าจะรุนแรงต่อเศรษฐกิจมากกว่าที่เหตุที่ทั่วโลกต้องตะลึงอย่างเหตุวินาศกรรม 11 ก.ย. 2544 ในสหรัฐเสียอีก

สมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (ไออาตา) คาดว่าความสูญเสียในครั้งนี้จะมีมูลค่าราวกว่า 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 56.1 หมื่นล้านบาท)

แม้แต่ทางสหรัฐเองก็ออกมาระบุว่า ไดรับผลกระทบทางเศรษฐกิจเฉลี่ยวันละ 130 ล้านเหรียญสหรัฐต่อวัน (ราว 4,160 ล้านบาท) รวมมูลค่ากว่า 650 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2 หมื่นล้านบาท) รวมทั้งส่งผลต่อตำแหน่งงาน 6,000 ตำแหน่ง

ที่แน่นอนที่สุดคือ ภาคการส่งออกของนานาประเทศที่ต้องพึ่งพาการขนส่งทางอากาศเป็นหลักก็ต้องระทมกับวิกฤตในครั้งนี้อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นทางญี่ปุ่นที่ออกมาระบุว่า ความเสียหายจากการไม่สามารถรับปลาแซลมอนจากตลาดใหญ่ของโลก อย่างนิวซีแลนด์และนอร์เวย์ได้ รวมถึงภาคเกษตรกรรมที่ต้องแบกรับความเสียหายของสินค้าที่ไม่สามารถส่งออกไปยังปลายทางได้

แม้กระทั่งเพื่อนบ้านของเราอย่างมาเลเซียก็ยังออกมาครวญถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่า ทำให้การส่งออกของมาเลเซียไม่สามารถส่งสินค้าราวกว่า 400 ตัน ไปยังแถบยุโรปได้ จนประสบความเสียหายหลายพันล้านริงกิต

lโตโยต้ายังต้องอมทุกข์จากผลการเรียกรถคืนไม่เลิก

นอกจากวิกฤตสายการบินแล้ว เศรษฐกิจของบริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่นอย่างโตโยต้าก็ยังถูกเขย่าความเชื่อมั่นไม่เลิก

สัปดาห์นี้ จากการจัดอันดับล่าสุดของนิตยสารฟอร์บส์ก็ทำเอาน่าใจหาย เมื่อบริษัทที่เคยครองตำแหน่งที่ 3 ในฐานะบริษัทชั้นนำของโลกก็ต้องตกชั้นมาไกลถึงอันดับที่ 360 ตามหลังคู่แข่งอย่าง ฮอนด้า เพื่อนร่วมชาติ รวมทั้งฟอร์ดและฮุนไดอีกด้วย

หนำซ้ำโตโยต้ายังต้องยอมจำนนจ่ายค่าปรับที่แพงที่สุดเท่าที่มีในประวัติศาสตร์ของสหรัฐกับบริษัทยานยนต์เลยทีเดียว โดยมีมูลค่าราว 16.4 ล้านเหรียญสหรัฐ จากโทษฐานปิดบังข้อมูลความบกพร่องของรถยนต์ และตามมาด้วยปัญหาการเรียกรถคืน

ตามมาด้วยมูดี้ส์ ได้ลดอันดับความน่าเชื่อถือลงจากเดิม ซึ่งอยู่ในระดับ Aa1 ไปอยู่ที่ Aa2 ซึ่งระดับดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโตโยต้ามีศักยภาพในการชำระหนี้ลดลง แม้ว่าสถานะทางการเงินของโตโยต้ายังคงมั่นคงดีก็ตามที แต่ทว่าแนวโน้มผลประกอบการในอนาคตก็ยังคงอยู่ในด้านลบ เนื่องจากผลกระทบจากวิกฤตการเรียกรถคืน

แต่ทว่าโตโยต้าเองก็ยังสามารถผงาดและมีการคาดการณ์จากทางหนังสือพิมพ์นิกเกอิ บิซิเนส เดลี ที่เชื่อว่าโตโยต้าจะออกมาประกาศผลกำไรในปีธุรกิจที่ผ่านมาอยู่ที่ 5 หมื่นล้านเยนด้วยกัน

lกรีซร้อนอีกครั้งเขย่าความเชื่อมั่นนักลงทุน

อีกหนึ่งประเด็นที่ยังร้อนอย่างต่อเนื่อง ก็คือสถานการณ์วิกฤตการเงินของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) อย่างกรีซที่ระอุขึ้นมาอีกครั้งในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งนี้เมื่อราว 2 สัปดาห์ก็มีท่าทีว่าจะคลี่คลายและกระตุ้นความเชื่อมั่นนักลงทุนได้ระยะหนึ่ง เนื่องจากมีการเจรจาของทางสมาชิกประเทศอียู และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่จะให้เงินช่วยเหลือกรีซ

โดยมูดี้ส์ออกมาประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของกรีซลงจากเดิมอยู่ที่ A2 ตกมาอยู่ที่ A3 โดยให้เหตุผลว่า มีความเป็นไปได้ที่เสถียรภาพด้านหนี้สินของกรีซอาจต้องใช้ต้นทุนและมูลค่าที่สูงขึ้นกว่าที่เคยคาดการณ์กันไว้เดิม ก่อนหน้านี้บริษัทจัดอันดับอื่นๆ ก็ปรับลดความเชื่อมั่นของกรีซมาแล้ว ซึ่งต่ำกว่าที่มูดี้ส์ได้ปรับไว้ด้วย โดยบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ ให้กรีซอยู่ที่ระดับ BBB ส่วนบริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ปรับมาอยู่ที่ BBB+

ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นสร้างความหวั่นวิตกกับนักลงทุนเป็นอย่างมาก โดยหลายฝ่ายมองว่าเป็นปัญหาที่ยังไร้วี่แววของทางออก ในขณะที่มีผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในประเทศ ต่างก็ระบุว่าไม่เห็นด้วยกับการที่กรีซจะขอความช่วยเหลือจากทางไอเอ็มเอฟ

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน