
"มีอันดายส์"ชุดชั้นในเสิร์ฟถึงบ้าน
ในยุคบริโภคนิยมที่คนมีทางเลือกมากขึ้นและพร้อมจะจับจ่ายทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ตลอดเวลา
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ในยุคบริโภคนิยมที่คนมีทางเลือกมากขึ้นและพร้อมจะจับจ่ายทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ตลอดเวลา ได้นำไปสู่การผุดขึ้นของธุรกิจแบบลงทะเบียนสมาชิก (Subsription Commerce) หรือการค้าที่เน้นรายได้จากค่าสมาชิกรายเดือนมากกว่าการจำหน่ายสินค้ากันอย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามบิวตี้ บ็อกซ์ ซึ่งตอบโจทย์ความอยากลองของผู้บริโภคมากที่สุด
แน่นอนว่าสินค้าอย่าง “ชุดชั้นใน” ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นเช่นกัน
มีอันดายส์ (MeUndies) คือ การคิดนอกกรอบของกลุ่มผู้ประกอบการหน้าใหม่ชาวอเมริกันที่เชื่อว่า หลายคนอยากได้และพร้อมที่จะจ่ายเงินซื้อชุดชั้นในเนื้อผ้าดี นุ่มสบาย ใหม่เอี่ยม ไว้ใส่ทุกๆ เดือน
บารัก ดิสคิน และ โจนาธาน โชเครียน ตัดสินใจตั้งบริษัท มีอันดายส์ ขึ้นในปี 2555 เพื่อจำหน่ายชุดชั้นในชายหญิง เสื้อยืด และถุงเท้า ผ่านทางหน้าเว็บไซต์ในรูปแบบของการสมัครสมาชิกรายเดือน เพราะเชื่อว่าตลาดมีความต้องการสินค้าเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้อยู่มาก หลายคนไม่อยากเสียเวลาไปซื้อชุดชั้นในตามร้าน ขณะที่หนุ่มๆ ก็ไม่อยากเสียเวลาไปหาซื้อถุงเท้าคู่ใหม่เมื่อถุงเท้าเจ้ากรรมมีรูหรือเปื่อยยุ่ยแล้ว
แน่นอนว่าการทำธุรกิจแบบสมาชิกเช่นนี้ ย่อมต้องมีการทำ “การตลาด” ให้โดดเด่น การวางโพสิชันบริษัทและสินค้าถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการดึงดูดลูกค้ารุ่นใหม่ที่มีพฤติกรรมการบริโภคแบบใหม่ ดังนั้น ชุดชั้นในของมีอันดายส์จึงต้องเป็นเรื่องทันสมัย และสามารถโปรโมตสินค้าบนเว็บโซเชียลมีเดียได้ โดยก้าวข้ามภาพลักษณ์เดิมๆ ที่ต้องกระมิดกระเมี้ยนเมื่อพูดถึงชุดชั้นในไป
มีอันดายส์เลือกการตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ พินเทอเรสต์ และอินสตาแกรม โดยล่าสุดยังเปิดระบบวิดีโอแชตเพื่อให้ลูกค้าและผู้ที่สนใจสามารถสื่อสารได้โดยตรงกับบริษัทด้วย
นอกจากเน้นการตลาดที่ทันสมัยแล้ว บริษัทยังเน้นขายของโดยย้ำถึงความเป็นสินค้า “เมด อิน ยูเอสเอ” ซึ่งมีคุณภาพสูงทั้งในด้านเนื้อผ้า การดีไซน์ และตัดเย็บ บนคำโฆษณาว่าเป็น “ชั้นในใส่สบายที่สุดในโลก” โดยมีนโยบายคืนเงินทันทีหากไม่พอใจในการรับสินค้าครั้งแรก โดยไม่จำเป็นต้องคืนสินค้า
เว็บไซต์ชุดชั้นในจากแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ เก็บค่าสมาชิกรายเดือน เดือนละ 16 เหรียญสหรัฐ (ราว 510 บาท) สำหรับการจัดส่งกางเกงในชาย/หญิงต่อ 1 ชิ้น ส่วนเสื้อยืดคิดเดือนละ 20 เหรียญสหรัฐต่อ 1 ตัว (ราว 640 บาท) และถุงเท้ายาวเดือนละ 8 เหรียญสหรัฐต่อคู่ (ราว 250 บาท) โดยพิจารณาสินค้าจากฐานข้อมูลที่ลูกค้าให้รายละเอียดเรื่องรสนิยม รูปแบบ สี และขนาดเอาไว้ บริษัทยังมีกฎการเป็นสมาชิกที่ยืดหยุ่นสามารถยกเลิกได้ตลอดเวลา ทำให้ลูกค้าไม่รู้สึกว่าถูกผูกมัดมากเกินไป
ทางบริษัทยังอยู่ระหว่างการระดมทุน 3 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 9.6 แสนบาท) เพื่อหาทางขยับขยายกิจการให้กว้างขึ้น ในตลาดชุดชั้นในชายซึ่งมีมูลค่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.6 แสนล้านบาท) และตลาดชุดชั้นในสตรีที่มีมูลค่าถึง 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.8 แสนล้านบาท)
ผู้ประกอบการอย่างดิสคิน อ้างว่าสามารถเทียบชั้นแบรนด์ดังอย่าง คาลวิน ไคลน์ ในราคาที่ถูกกว่าถึง 10 เหรียญสหรัฐ (ราว 320 บาท) และเชื่อว่าธุรกิจมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งจากตัวผลิตภัณฑ์ ราคาที่แข่งขันได้และการตลาดที่ตอบโจทย์ธุรกิจแนวใหม่นี้
หากไม่กล้าแหวกก็คงไม่มีที่ว่างสำหรับผู้ประกอบการหน้าใหม่ๆ เช่นนี้







