
หนึ่งพรรคสองขั้ว
หากยังจำกันได้ ผมได้กล่าวเอาไว้ในคอลัมน์ “คุยสบายๆ สไตล์ประภาส” นี้ในช่วงเดือนที่แล้วว่า สำหรับการเมืองจีนนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้จริงๆ และอาจเป็นเรื่องยากมากที่ใครจะสามารถทำนายรายชื่อหรือโฉมหน้าของ “ว่าที่ผู้นำ” รุ่นต่อไปในอีกสิบปีข้างหน้าได้ ซึ่งในเรื่องนี้ผมคิดว่าแม้แต่บุคคลระดับสูงภายในพรรคคอมมิวนิสต์ (CCP) มาทำนายเองก็ยังยากที่จะคาดเดาเช่นกัน ทั้งนี้เพราะว่า แม้ว่าคนภายนอกจะมองว่าการเมืองจีนนั้นถูกปกครองด้วยพรรคคอมมิวนิสต์พรรคเดียว แต่ที่จริงแล้วหากจะมองลึกลงไปอีกนั้น นับตั้งแต่หลังยุคของ เติ้งเสี่ยวผิง เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน พรรคคอมมิวนิสต์มีขั้วอำนาจใหญ่อยู่สองขั้ว คือ กลุ่มของนายเจียง (Jiang’s Camp) และกลุ่มของนายหู (Hu’s Camp) ซึ่งว่ากันว่ากระบวนการในการคัดเลือกกลุ่มผู้นำสูงสุดของจีนในแต่ละรุ่นนั้น แม้ว่าดูผิวเผินจะมาจากการคัดเลือกของ Central Committee แต่จริงๆ แล้วเป็นกระบวนการคัดเลือกจาก “กล่องดำ” ที่เกิดจากการช่วงชิงอำนาจภายในพรรคและการบรรลุถึงข้อตกลงของผลประโยชน์ระหว่างทั้งสองฝ่ายนี้เสียมากกว่า
หากยังจำกันได้ ผมได้กล่าวเอาไว้ในคอลัมน์ “คุยสบายๆ สไตล์ประภาส” นี้ในช่วงเดือนที่แล้วว่า สำหรับการเมืองจีนนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้จริงๆ และอาจเป็นเรื่องยากมากที่ใครจะสามารถทำนายรายชื่อหรือโฉมหน้าของ “ว่าที่ผู้นำ” รุ่นต่อไปในอีกสิบปีข้างหน้าได้ ซึ่งในเรื่องนี้ผมคิดว่าแม้แต่บุคคลระดับสูงภายในพรรคคอมมิวนิสต์ (CCP) มาทำนายเองก็ยังยากที่จะคาดเดาเช่นกัน ทั้งนี้เพราะว่า แม้ว่าคนภายนอกจะมองว่าการเมืองจีนนั้นถูกปกครองด้วยพรรคคอมมิวนิสต์พรรคเดียว แต่ที่จริงแล้วหากจะมองลึกลงไปอีกนั้น นับตั้งแต่หลังยุคของ เติ้งเสี่ยวผิง เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน พรรคคอมมิวนิสต์มีขั้วอำนาจใหญ่อยู่สองขั้ว คือ กลุ่มของนายเจียง (Jiang’s Camp) และกลุ่มของนายหู (Hu’s Camp) ซึ่งว่ากันว่ากระบวนการในการคัดเลือกกลุ่มผู้นำสูงสุดของจีนในแต่ละรุ่นนั้น แม้ว่าดูผิวเผินจะมาจากการคัดเลือกของ Central Committee แต่จริงๆ แล้วเป็นกระบวนการคัดเลือกจาก “กล่องดำ” ที่เกิดจากการช่วงชิงอำนาจภายในพรรคและการบรรลุถึงข้อตกลงของผลประโยชน์ระหว่างทั้งสองฝ่ายนี้เสียมากกว่า
ลักษณะสำคัญที่สมาชิกส่วนใหญ่ของทั้งสองกลุ่มนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยกลุ่มแรก คือ กลุ่มของนายเจียง ที่ดูเหมือนจะรวมเอาสมาชิกกลุ่ม “เซี่ยงไฮ้แก๊ง” (Shanghai Gang) ซึ่งหมายถึงสมาชิกที่เคยรับราชการติดตามหรือเกี่ยวพันกับนายเจียงเจ๋อหมินในสมัยที่เขาเคยดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมหานครเซี่ยงไฮ้ และสมาชิกส่วนใหญ่ของ “เจ้าชายน้อย” (Princelings) หรือ “ไท่จึ” (taizi) ซึ่งหมายถึงกลุ่มผู้นำที่เป็นทายาทหรือครอบครัวของอดีตผู้นำทางการเมืองหรือข้าราชการชั้นสูงในยุคของเหมาเจ๋อตุงและเติ้งเสี่ยวผิง สมาชิกในกลุ่มนี้โดยส่วนใหญ่มักจะเริ่มอาชีพทางการเมืองในหัวเมืองใหญ่ที่มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และมักเป็นเมืองตามแนวชายฝั่งทางภาคตะวันออกของจีน และถือว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์จากพ่อค้า ผู้ประกอบการ ตลอดจนชนชั้นกลางของประเทศจีนเสียเป็นส่วนมาก ทั้งนี้นายสีจิ้นผิง ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนปัจจุบันของจีน ก็จัดว่าอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน และกลุ่มที่สองซึ่งคือ กลุ่มของนายหู ซึ่งสมาชิกโดยส่วนใหญ่จะมีเส้นทางทางการเมืองมาจากการเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ตั้งแต่ในระดับเยาวชน (Communist Youth League) และเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ ตามลำดับ โดยกลุ่มนี้ถูกเรียกว่ากลุ่ม “ถวนพ่าย” (tuanpai) หรือเป็นสมาชิกที่มีการเติบโตทางการเมืองมาจากการพัฒนาหัวเมืองตามชนบทที่ส่วนใหญ่อยู่ในตอนกลางของประเทศ (Inland Provinces) และสมาชิกกลุ่มนี้ถูกมองว่าเป็นตัวแทนในการรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มชาวบ้านชาวนาที่ยากจนตามชนบท
ทั้งนี้ หลังจากยุคของเติ้งเสี่ยวผิงเป็นต้นมาการแบ่งขั้วทางการเมืองระหว่างทั้งสองกลุ่มดังกล่าวทำให้การผลักดันนโยบายต่างๆ ที่สำคัญของจีน ที่ดูเหมือนว่าจะมีความคล่องตัวสูง เพราะเป็นการปกครองแบบพรรคเดียวมาโดยตลอดนั้น ที่จริงแล้วมิได้มีความคล่องตัวดังที่หลายคนคิดเลย แต่หากมองอีกด้าน การแบ่งพรรคแบ่งพวกดังกล่าวก็มีข้อดีคือการมีส่วนช่วยให้การกำหนดและการดำเนินนโยบายต่างๆ เป็นไปอย่างรอบคอบและระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เพราะใครจะทำอะไรก็จำเป็นต้องตระหนักถึงการมีอยู่ของอีกฝ่ายเสมอ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่พรรคการเมืองในระบอบคอมมิวนิสต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบันนี้ยังคงจำเป็นต้องพึ่งพาระบอบ “ประชาธิปไตยแบบภายในพรรค” (Intraparty Democracy) ในการปกครองประเทศจีน
ระบบหนึ่งพรรคสองขั้วนี้ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่รักษาสมดุลภายในพรรคมาโดยตลอด โดยเฉพาะบนเวทีของกลุ่มผู้นำสูงสุด หรือ PSC จนกระทั่งมาถึงในยุคของนายสีจิ้นผิง ซึ่งเหลือสมาชิกเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็นกลุ่มของนายหูที่เหลืออยู่ คือ นายหลี่เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีนั่นเอง ทั้งนี้ในสมัยของนายหูจิ่นเทานั้น คณะกรรมาธิการ PSC มีสมาชิกอยู่ 9 คน และมีสัดส่วนของกลุ่มของเจียงต่อกลุ่มของนายหูอยู่ที่อัตรา 5 ต่อ 4 ในขณะที่ในปัจจุบันซึ่งคณะกรรมาธิการ PSC มีสมาชิกเหลือเพียง 7 คนนั้น กลับมีสัดส่วนของกลุ่มของนายเจียงต่อกลุ่มของนายหูอยู่ที่ 6 ต่อ 1 เท่านั้น ว่ากันว่าก่อนหน้าที่การประกาศรายชื่อคณะกรรมาธิการ PSC ชุดล่าสุดเพียงไม่นาน รายชื่อของว่าที่สมาชิก PSC ยังมีสัดส่วนในกลุ่มของนายหูมากกว่านี้ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ “อุบัติเหตุเฟอรารี” ที่เกี่ยวพันกับการเสียชีวิตลูกชายของนายหลิงจี้ฮว่า (Ling Jihua) ซึ่งเป็นผู้ช่วยคนสนิทของนายหูจิ่นเทา ได้ “ดิสเครดิต” กลุ่มของนายหูเป็นอย่างมาก และได้ส่งผลให้สัดส่วนของกลุ่มของนายหูเหลือเพียงที่เดียวในที่สุด
นอกเหนือจากนี้ เป็นที่น่าสังเกตและน่าสนใจอย่างมากถึงลักษณะของความสัมพันธ์ระหว่าง “ผู้นำ” และสมาชิกคนอื่นในคณะกรรมาธิการ PSC กล่าวคือ ในการปกครองของจีนในอดีตภายใต้ยุคของเหมาเจ๋อตุงและเติ้งเสี่ยวผิงนั้น “ท่านผู้นำ” จะมีลักษณะเป็นผู้นำแบบ “ชายเดี่ยว” (One Strongman) อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ยุคของเจียงเจ๋อหมินเป็นต้นมานั้น การปกครองจะมีลักษณะ Collective Leadership ซึ่งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีนั้นแม้ว่าจะมีตำแหน่งสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งและอันดับสองตามลำดับในคณะกรรมาธิการหลักแห่งโปลิตบูโร (Politburo Standing Committee : PSC) แต่ในปัจจุบันจะมีลักษณะที่เอนเอียงไปในทางหัวโขน (Liaison) ของ PSC หลังจากที่มีการตัดสินใจร่วมกันในประเด็นใดๆ ภายใน PSC เองเป็นที่เรียบร้อยแล้วเสียมากกว่า นอกเหนือจากนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าจำนวนของสมาชิกใน PSC ในปัจจุบันถูกลดลงเหลือเพียง 7 คน หลังจากถูกเพิ่มไปถึง 9 คนในยุคของนายหูจิ่นเทาก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม ผมว่าทั้งสองขั้วมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความจำเป็นต้องอยู่ร่วมกัน และแม้ว่าจะมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน แต่ก็ยังคงต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน เพื่อประโยชน์ของประเทศและ/หรือประโยชน์ส่วนตนด้วย คงจะเป็นที่น่าสนใจไม่น้อยที่เราจะติดตามพัฒนาการของระบอบการปกครองในประเทศที่มีความผสมผสานของการเมืองและเศรษฐกิจอย่างแน่นแฟ้นมากที่สุดที่หนึ่งในโลกแห่งนี้ภายใต้หลักการ “ประชาธิปไตยภายในพรรคคอมมิวนิสต์”
แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า เราลองมาคุยเรื่อง “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” กันบ้างนะครับ...







