
QE กดดัน...จนกว่า รู้ผลประชุมเดือนหน้า
ทิศทางตลาดหุ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาแกว่งตัวขึ้นก่อนปรับลงในวันศุกร์ โดยตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นโดดเด่นกว่าภูมิภาคจากปัจจัยหนุนภายในประเทศ
ทิศทางตลาดหุ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาแกว่งตัวขึ้นก่อนปรับลงในวันศุกร์ โดยตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นโดดเด่นกว่าภูมิภาคจากปัจจัยหนุนภายในประเทศ ในขณะที่ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวลง จากความกังวลเรื่อง QE อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ นอกจากนี้ ตัวเลขภาคแรงงานที่ออกมาดีกดดัน ตัวเลขการขอรับสวัสดิการรายสัปดาห์ลดลงมากสุดในรอบเกือบ 7 ปี ภาพรวมความกังวลเรื่องการถอน QE เป็นปัจจัยถ่วงตลาดหุ้นโลก อย่างไรก็ตาม หุ้นไทยมีแรงซื้อเข้ามาจากประเด็น พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท โดยแรงซื้อหุ้นกลุ่มรับเหมาและหุ้นที่เกี่ยวข้องมีส่วนช่วยหนุนตลาด
ทิศทางสัปดาห์นี้ คาดว่าปัจจัยที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดอยู่ที่เรื่อง พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ว่าจะสามารถเข้าสภาในสัปดาห์หน้าได้ทันหรือไม่ หากมีการพิจารณาในสัปดาห์หน้าจะเป็นปัจจัยบวกเชิงจิตวิทยาและหนุนเศรษฐกิจรวมถึงหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างได้ โดยทางเทคนิคมีระดับแนวรับที่จะรองรับการปรับตัวลงของดัชนีอยู่ที่ 1,420 และ 1,400 จุด หากยังไม่อ่อนตัวลงต่ำกว่าคาดว่าทิศทางระยะสั้นยังไม่เสียทิศทางของการแกว่งขึ้น ส่วนปัจจัยภายนอกหลักๆ ยังคงเป็นเรื่องของ QE ที่คาดว่าจะเป็นปัจจัยกดดันตลาดได้ เนื่องจากการประชุมเฟดในเดือน ก.ย.นี้ ตลาดส่วนหนึ่งคาดว่าเฟดจะเริ่มลดปริมาณการซื้อพันธบัตรลงเป็นครั้งแรก
ปัจจัยภายในประเด็นเรื่อง พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ให้ติดตามว่าจะมีการพิจารณาเข้าสภาเมื่อใด โดยมีนายอำนวย คลังผา ประธานวิปรัฐบาล ประเมินว่าจะเรียกประชุมวิปรัฐบาลหารือในวันที่ 20 ส.ค.นี้ ว่าจะนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภา หรือร่าง พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท เข้าสู่สภา ทำให้ภาพโดยรวมประเด็นนี้จะเป็นปัจจัยที่กำหนดทิศทางตลาดในช่วงสั้น แม้ว่าการพิจารณา พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท จะยังไม่ใช่วาระสุดท้าย แต่เป็นปัจจัยหนุนตลาดในช่วงสั้นๆ เนื่องจาก พ.ร.บ.ดังกล่าว หากบังคับใช้จะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจได้มาก และเป็นปัจจัยบวกโดยตรงกับหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง
ส่วนปัจจัยภายนอก ประเด็นเรื่องการถอน QE ออก ในช่วงที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่เฟดหลายท่านออกมาให้ความเห็นในหลายแง่มุม แต่กรรมการเฟดที่มีสิทธิออกเสียงที่ผ่านมามี 2 ท่าน ที่ให้ความเห็น คือ เจมส์ บุลลาร์ด และชาร์ล อีแวน โดย เจมส์ บุลลาร์ด ประเมินว่า ต้องให้เห็นข้อมูลเพิ่มเติมมากกว่านี้ก่อนที่จะตัดสินใจลด QE ลง และการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยของการซื้อบ้านจะไม่ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของตลาดอสังหาฯ ซึ่งในประเด็นหลังนี้ดูเหมือนจะเปิดโอกาสให้เฟดลดปริมาณการซื้อพันธบัตรได้ แต่อย่างไรก็ตาม ในแง่ของเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมายของเฟดที่ 2% ทำให้การลดปริมาณการซื้อพันธบัตรลงจะส่งผลต่อเงินเฟ้อสหรัฐต่ำลงไปอีก โดยรวมบุลลาร์ดไม่ได้ชี้ชัดว่าจะหนุนให้มี QE ต่อหรือลดปริมาณการซื้อ พันธบัตรลง เป็นการพูดเป็นกลางๆ เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่เฟดที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงส่วนใหญ่ ในขณะที่ ชาร์ล อีแวน ประเมินว่า จะไม่คัดค้านการลดปริมาณการซื้อพันธบัตรลงในการประชุมเฟดเดือนหน้า หากตัวเลขเศรษฐกิจยังเป็นเช่นปัจจุบัน โดยรวมเราประเมินว่าในช่วงก่อนรู้ผลการประชุมเฟดในวันที่ 1718 ก.ย.นี้ 12 สัปดาห์ ตลาดหุ้นจะตอบสนองเชิงลบก่อน เนื่องจากการประชุมเฟดครั้งนี้เป็นครั้งที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่งประเมินว่าจะมีการลดปริมาณการซื้อพันธบัตรลงครั้งแรก
ด้านราคาทองคำสัปดาห์ที่ผ่านมาทองคำปรับตัวขึ้นใกล้แนวต้านที่ประเมินไว้ที่ 1,380 เหรียญสหรัฐ โดยปัจจัยที่กลับมาส่งผลบวกเป็นเรื่องของแรงขายในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างในตลาดหุ้น ส่งผลให้มีแรงซื้อเข้ามาในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ ประกอบกับปลายสัปดาห์เกิดความไม่สงบในอียิปต์ ทำให้โดยรวมทองคำมีช่วงแกว่งตัวขึ้น ทิศทางในระยะสั้นคาดว่าการปรับตัวขึ้นจะเริ่มมีช่วงชะลอตัวลง โดยทิศทางในระยะกลางจะไม่กลับมาเป็นการแกว่งตัวขึ้น จากแนวโน้มดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น ในขณะที่การปรับตัวขึ้นในระยะยาวยังไม่ได้รับปัจจัยหนุน โดยการปรับตัวลงของทองคำที่ผ่านมาเริ่มเกิดขึ้นเพียง 12 ปีเท่านั้น เมื่อเทียบกับขาขึ้นที่ใช้เวลายาวนานกว่า 10 ปี ทำให้คาดว่าการปรับลงในระยะยาวยังเป็นช่วงเริ่มต้น
กลยุทธ์การลงทุน เราแนะนำให้นักลงทุนซื้อช่วงปรับตัวลง โดยให้ระดับสังเกตของการปรับฐานของดัชนีที่ 1,420 และ 1,400 จุด หากไม่อ่อนตัวลงหลุดต่ำกว่าการปรับฐานยังไม่แรง โดยประเมินว่าหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างจะให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดในช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้น (ในกรณีไม่มีการเลื่อนไปเป็นสัปดาห์อื่น) และให้ทยอยขายหุ้นกลุ่มดังกล่าวในช่วงที่สภามีการพิจารณาประเด็นนี้ เนื่องจากยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอนจึงประกาศใช้







