
ตรวจความพร้อมไทยสู่ประชาคมอาเซียน
การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ธ.ค. 2558
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ธ.ค. 2558 เท่ากับว่าประเทศในภูมิภาคนี้เหลือเวลาเตรียมความพร้อมไม่ถึง 2 ปี
ประภัสสร์ เทพชาตรี ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดสัมมนา TUASEAN Forum ครั้งที่ 6 หัวข้อ นับถอยหลังสู่ AEC 2015 เพื่อสำรวจว่า ตอนนี้ไทยมีความพร้อมและยังมีจุดอ่อนด้านไหนบ้าง เพื่อลงสนามแข่งขันครั้งนี้
ประภัสสร์ มองว่า แผนการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เหมือนการสร้างบ้าน ขณะนี้เป็นช่วงเร่งสร้างซึ่งมีพิมพ์เขียวพร้อมแล้ว แต่เชื่อว่า บ้านจะยังสร้างไม่เสร็จก่อนที่เราต้องย้ายเข้าไปอยู่ เนื่องจากยุทธศาสตร์อาเซียนของประเทศยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ยังต่างคนต่างทำ ต่างเดินกันอยู่ จึงทำให้ไร้ทิศทางและความเป็นเอกภาพ โดยเฉพาะความพร้อมของบุคลากรทุกภาคส่วนที่ยังไม่พร้อม และยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับอาเซียนน้อยมาก
“ความจริงการรวมตัวของประชาคมอาเซียนเป็นเรื่องที่พูดกันมาตั้งแต่ 10 ปีก่อน แต่คนไทยเพิ่งตื่นตัวและเร่งเตรียมพร้อมในสไตล์ไทยๆ ทำให้วันนี้ประเทศไทยยังไม่มีแผนแม่บทเตรียมความพร้อมสู่อาเซียนที่ชัดเจน สิ่งที่เห็นคือนึกอะไรไม่ออกก็จัดอบรมเตรียมความพร้อมด้านภาษาอังกฤษเหมือนกันหมด”
ขณะเดียวกัน มองว่า การจะวางแผนยุทธศาสตร์หรือแผนแม่บทเตรียมความพร้อมสู่อาเซียนอย่างสมบูรณ์แบบได้นั้น รัฐบาลจะต้องทำการบ้าน ต้องวิเคราะห์ผลกระทบเชิงบวกและลบของประชาคมอาเซียนที่มีต่อไทย จุดอ่อน จุดแข็ง ตำแหน่งของไทยในอาเซียน อันจะนำไปสู่วิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ในการนำพาประเทศให้เดินหน้าได้
ทว่าจากความไม่พร้อมในด้านต่างๆ ทำให้ไทยวางตัวเองไว้แค่อันดับ 4 ของอาเซียน มีรายได้ต่อหัวของประชากรรองจากสิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไน ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า ไทยยังมีจุดอ่อนหลายอย่าง เช่น โครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม สิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต การศึกษา ระบบราชการ คอร์รัปชั่น วิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจตั้งแต่ต้มยำกุ้ง ความไม่พร้อมของบุคลากร โครงสร้างองค์กร และฐานข้อมูลต่างๆ เพื่อรองรับประชาคมอาเซียน
พร้อมกันนี้ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต้องการเสนอ 4 ยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับประเทศไทย ได้แก่ การเป็นศูนย์กลางของประชาคมอาเซียน การเป็นศูนย์กลางการค้า การบริการของอาเซียน การทำให้ประเทศไทยมีบทบาทผู้นำด้านการสร้างอัตลักษณ์อาเซียน และการเตรียมพร้อมบุคลากรในด้านทัศนะ สมรรถนะ และทัศนคติ สู่อาเซียน
‘เราเป็นที่ 1 ได้ ถ้ามีความฝันและยุทธศาสตร์ที่ดี’
ด้าน วิศาล บุปผเวส ที่ปรึกษาอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า สิ่งที่ยังวิตกกังวลอยู่ คือ การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ยังคงเดินตามรอยเท้าเดิมๆ อยู่ เนื่องจากยังมีมายาคติซ้อนอยู่ อีกทั้งเป้าหมายของการรวมเออีซีก็ยังไม่ถึงจุดเริ่มต้นการรวมตัวของสหภาพยุโรป (อียู) ที่เริ่มจากการเป็นสหภาพศุลกากร (Customs Union) มีการกำหนดอัตราภาษีสินค้าจากนอกกลุ่มในอัตราเดียวกัน ขณะที่อาเซียนยังต่างคนต่างกำหนดอยู่
นอกจากนี้ ยังมองว่า การรวมกลุ่มทางการค้าลักษณะนี้จะเกิดผลเสียที่ถูกละเลยและถูกเบี่ยงเบนไป คือ ต้องนำเข้าสินค้าจากประเทศสมาชิก ทำให้ไม่มีโอกาสได้สินค้าคุณภาพดีจากประเทศที่เก่งจริง ซึ่งอยู่นอกกลุ่มสมาชิก เนื่องจากมีอัตราภาษีสูงคุมไว้ ซึ่งสุดท้ายจะกลายเป็นกับดักที่จะทำให้ประเทศในภูมิภาคนี้ตกหลุมพรางเอง
“ทางออก คือ ต้องปฏิรูปตัวเองให้พร้อม ใช้ประโยชน์จากการรวมตัวกันของอาเซียนในการเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบที่เป็นฐานผลิตสินค้าของโลก ไทยต้องต่อยอดนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า โดยเฉพาะอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และชิ้นส่วนไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จะได้ประโยชน์สูงสุด”
ขณะที่เสาสังคม ชลิดา ทาเจริญศักดิ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศักยภาพชุมชน ชี้ว่า ไม่ควรตื่นตระหนกตกใจมากเกินไปกับการเป็นประชาคมอาเซียน เพราะที่ผ่านมาก็เป็นอยู่แล้ว แต่ต่อไปจะมีความเป็นพหุสังคมมากขึ้น เนื่องจากจะมีหลากหลายเชื้อชาติเข้ามา ซึ่งจะต้องเตรียมพร้อมว่าจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร
ดังนั้น การไม่พร้อมเป็นความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดของประเทศไทย เพราะคนที่มีความพร้อมกว่าก็จะมีโอกาสมากกว่า ส่วนคนที่ไม่พร้อมสุดท้ายก็จะหาที่ยืนไม่ได้







