
ดึงสหกรณ์เข้าบูโร
ดึงสหกรณ์ออมทรัพย์ เข้าเครดิตบูโร กลั่นกรองความเสี่ยงหนี้เกินตัว
ดึงสหกรณ์ออมทรัพย์ เข้าเครดิตบูโร กลั่นกรองความเสี่ยงหนี้เกินตัว
นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ มีสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งหนึ่งได้สมัครเป็นสมาชิกเครดิตบูโร ซึ่งสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งนี้มีแนวคิดว่าเครดิตบูโรเป็นเครื่องมือช่วยในการปล่อยสินเชื่อ รวมทั้งติดตามฐานะของลูกหนี้ โดยเชื่อว่าถ้ามีระบบกลั่นกรองจะทำให้รู้จักลูกหนี้ได้ดีขึ้น
นายสุรพล กล่าวว่า การที่สหกรณ์ออมทรัพย์แห่งนี้เป็นสมาชิกเครดิตบูโรจะเป็นการจุดประกายให้สหกรณ์ออมทรัพย์รายอื่นเข้าเป็นสมาชิกเครดิตบูโรด้วย
“แม้ว่าระบบสหกรณ์ออมทรัพย์จะเป็นระบบการหักเงินเดือนเพื่อชำระเงินกู้ และมีหุ้นสหกรณ์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ถือว่าไม่มีความเสี่ยง และสหกรณ์ออมทรัพย์ แห่งนี้ต้องการจะตรวจสอบว่าสมาชิกที่มากู้เงินมีภาระเงินกู้ที่อื่นหรือไม่และมีความสามารถเพียงพอที่จะชำระหนี้หรือไม่” นายสุรพล กล่าว
สำหรับภาพรวมธุรกิจสหกรณ์ออมทรัพย์ทั้งระบบมีจำนวน 1,551 แห่ง จำนวนสมาชิก 2.38 ล้านคน จำนวนทุนเรือนหุ้น 2.5 แสนล้านบาท เงินรับฝาก 1.78 แสนล้านบาท เงินปล่อยกู้ 4.71 แสนล้านบาท
ในขณะเดียวกันคณะกรรมการเครดิตบูโรได้อนุมัติให้บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส เป็นสมาชิกเครดิตบูโร อีกด้วยซึ่งถือว่า
เป็นบริษัทโกล์ดฟิวเจอร์รายแรกที่เข้าเครดิตบูโร
นอกจากนี้มีบริษัทเช่าซื้อรถยนต์ในต่างจังหวัดที่เน้นการทำธุรกิจเช่าซื้อใน
จังหวัดติดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือรายใหญ่ได้สมัครเป็นสมาชิกเครดิตบูดรด้วยเช่นกัน
นายสุรพลกล่าวว่า นโยบายของรัฐที่ต้องการให้นิติบุคคลสามารถปล่อยสินเชื่อให้กับประชาชนได้นั้น ซึ่งตาม
กฎหมายของเครดิตบูโรแล้ว นิติบุคคลที่มีกฎหมายจัดตั้งและมีการใช้สินเชื่อทางการค้าปกติ สามารถที่จะเป็นสมาชิกเครดิตบู
โรและสามารถที่จะตรวจสอบประวัติสินเชื่อของลูกค้าได้ แต่กฎหมายก็ไม่ได้บังคับให้บริษัทนิติบุคคลจะต้องเป็นสมาชิก
เครดิตบูโร โดยปัจจุบันบริษัทผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มีอยู่ 27 แห่ง
ส่วนใหญ่ก็เป็นสมาชิกของเครดิตบูโรอยู่แล้ว
ปัจจุบันเครดิตบูโรมีสมาชิก 76 แห่ง มีฐานข้อมูลระบบบุคคลธรรมดามี 24.16 ล้านลูกหนี้ หรือ 68.60 ล้านบัญชี
เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ในระยะเวลาเดียวกันที่มีอยู่ 22.20 ล้านลูกหนี้ 63.14 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้น 8.84% และ 8.64% ตามลำดับ







