posttoday
แนะมองเพื่อนบ้าน 3 มิติใช้ทุนวัฒนธรรมแบบสร้างสรรค์

แนะมองเพื่อนบ้าน 3 มิติใช้ทุนวัฒนธรรมแบบสร้างสรรค์

13 สิงหาคม 2556

สังคมไทยดูจะตื่นตัวกับประชาคมอาเซียนมากกว่าใคร แต่เน้นหนักในแง่ “ปริมาณ” มากกว่า “คุณภาพ”

โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร

สังคมไทยดูจะตื่นตัวกับประชาคมอาเซียนมากกว่าใคร แต่เน้นหนักในแง่ “ปริมาณ” มากกว่า “คุณภาพ” และให้น้ำหนักกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จนแทบจะลืมเสาหลักด้านการเมือง ความมั่นคง และเสาสังคมวัฒนธรรม

ม.ร.ว.รุจยา อาภากร ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิภาคโบราณคดีและวิจิตรศิลป์ (สปาฟา) ซึ่งเป็นหน่วยงานส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมในภูมิภาคอาเซียน กล่าวในงานประชุมวิชาการ “อาเซียนในมิติวัฒนธรรม” จัดโดยสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ว่า เราต้องให้น้ำหนักกับ 3 เสาหลักนี้เท่าเทียมกัน ไม่เช่นนั้นประชาคมอาเซียนก็จะเอียงกระเท่เร่ โดยเฉพาะด้านสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งยังเป็นมิติที่ขาดหาย ทั้งที่มีความสำคัญในการเชื่อมโยงระดับประชาชน ทำให้อาเซียนไม่ใช่แค่เรื่องของภาครัฐ ขณะที่อุษาคเนย์ก็มีหลายสิ่งคล้ายคลึงกัน ทั้งความเชื่อเรื่องผี ดนตรี พุทธศาสนา

นอกจากนี้ ยังต้องมองผ่านแว่น 3 มิติ เพื่อให้เห็นครบทุกด้าน ได้แก่1.มิติความยาว ไม่ใช่แค่เรื่องภูมิหลัง หากจะศึกษาอะไรควรย้อนหลังกลับไปนานๆ เช่น ชนชาติกะเหรี่ยง ไม่ใช่รู้แค่อพยพเข้ามาในไทยเมื่อไร แต่ควรศึกษาให้รู้ถึงความเป็นมาก่อนหน้านั้น ความเชื่อและความแตกต่างของกะเหรี่ยงแต่ละกลุ่ม 2.มิติความกว้าง ทั้งด้านพื้นที่และความสัมพันธ์ ซึ่งข้ามพรมแดนและข้ามสาขาวิชา และ 3.มิติความลึก ที่ซับซ้อนมากขึ้น อย่างการมีความทรงจำร่วมกัน ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์

ผู้อำนวยการสปาฟา ยังแนะนำให้มองวัฒนธรรมแบบองค์รวมไม่แยกส่วน เพราะวัฒนธรรมครอบคลุมหมด ทั้งสิ่งที่จับต้องได้และไม่ได้ ภาษาและศิลปะก็อยู่ในวัฒนธรรม แม้แต่ด้านการเมืองและเศรษฐกิจก็มีวัฒนธรรมสอดแทรกอยู่ด้วย

ที่สำคัญ ไทยต้องตระหนักถึงการใช้ทุนวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่คิดสินค้าหรือกิจกรรมทางวัฒนธรรมขึ้นมาเพื่อหารายได้เพียงอย่างเดียว จนลืมคิดถึงคุณค่าของทุนวัฒนธรรมที่มีอยู่

ยกตัวอย่างการแข่งขันรถฟอร์มูล่าวัน รอบเกาะรัตนโกสินทร์ ซึ่งฝ่ายสนับสนุนอ้างว่าจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศและสร้างรายได้ แต่ต้องคิดมุมกลับด้วยว่า ผลจะคุ้มหรือไม่ เพราะตลอดเส้นทางมีสมบัติล้ำค่าของชาติ ทั้งพระบรมมหาราชวังและวัดวาต่างๆ ซึ่งในทางอนุรักษ์จะต้องลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่อมรดกทางวัฒนธรรม แต่กิจกรรมนี้เป็นการเพิ่มความเสี่ยง ทั้งแรงสะเทือนและอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น ส่วนปัญหาที่เมืองมรดกโลกอยุธยาและเขาใหญ่ ก็สะท้อนถึงความเฉยเมยของไทยต่อการดูแลมรดกโลก

“สถานที่ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมพูดไม่ได้ และเป็นผู้ถูกกระทำ เราจึงมีหน้าที่ต้องดูแลมรดกที่มีค่าเหล่านี้ นโยบายของรัฐจะต้องไม่สร้างความเสียหาย ทั้งในระยะสั้นและยาว ต้องคำนึงถึงเรื่องนี้มากกว่าการสร้างรายได้ ขณะเดียวกันต้องให้ความรู้กับประชาชนด้วย เพื่อให้รู้ถึงคุณค่าของทุนทางวัฒนธรรม ไม่ใช่คิดแต่มูลค่า และสามารถนำไปใช้อย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่ทำลาย วัฒนธรรมเป็นทั้งสินค้าและสินทรัพย์ที่มีค่า”

ปัจจุบันไทยยังละเลยเรื่องวัฒนธรรม เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในอาเซียน ยกตัวอย่างกัมพูชาลงทุนด้านนี้ค่อนข้างมาก โดยสามารถดูแลรักษามรดกโลกนครวัดร่วมกับนานาชาติได้ดี และมีองค์กรอัปสราที่มีพนักงานถึง 3,000 คน นำรายได้จากการท่องเที่ยวกลับไปบูรณะโบราณสถานโบราณวัตถุ ทำให้กัมพูชามีบทบาทที่ดีในยูเนสโก (องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ) และได้รับการอุ้มชูจากนานาชาติ

ผู้อำนวยการสปาฟา มองว่า ไทยน่าจะเก็บภาษีจากการใช้ประโยชน์มรดกทางวัฒนธรรม เช่น เก็บจากบริษัททัวร์ แลกกับการให้สิทธิทำแพ็กเกจทัวร์ ซึ่งต้องยื่นจดทะเบียนกับรัฐ ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพได้ ส่วนเงินที่ได้ก็นำไปจัดสรรลงสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อให้นำไปบริหารจัดการต่อไป

ส่วนสินค้าทางวัฒนธรรม ก็ควรเน้นเรื่องคุณภาพ ทั้งวัสดุ ฝีมือ การออกแบบ แต่ก็อาจเป็นเรื่องยาก เพราะไม่ได้ปลูกฝังช่างรุ่นใหม่ๆ และไม่ได้สนับสนุนจริงจัง ทั้งที่หากทำได้จะเป็นของที่ระลึกที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ “ต้องซื้อ” กลับไป และทำให้ราคาสูงขึ้น

ขณะเดียวกัน ไทยควรมีคณะกรรมการแห่งชาติที่ดูแลด้านวัฒนธรรมโดยเฉพาะ เหมือนกับสิงคโปร์ เพื่อสนับสนุนและดูแลเรื่องวัฒนธรรมแบบครอบคลุม ทั้งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สร้างจิตสำนึก ความเข้าใจด้านวัฒนธรรม รวมถึงปรับเรื่องกฎหมายให้สอดคล้องกับปัจจุบัน

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค