
หุ้นบวกคลายกังวลการเมือง
ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น เพราะนักลงทุนคลายความกังวลปัจจัยทางการเมืองลง หลังจากในวันที่ 7 ส.ค.
ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น เพราะนักลงทุนคลายความกังวลปัจจัยทางการเมืองลง หลังจากในวันที่ 7 ส.ค. ซึ่งมีประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งไม่มีเหตุรุนแรงจากการชุมนุมของกลุ่มฝ่ายคัดค้านรัฐบาล โดยการปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นถึงกลางสัปดาห์ได้แรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจจีนที่ออกมาดี รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐและคลายความกังวลจากปัจจัยการเมืองลงบางส่วน
อย่างไรก็ดี ดัชนีท้ายสัปดาห์ปรับลดลงจากแรงขายทำกำไรก่อนวันหยุดยาว หลังจากดัชนีเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 4 วันทำการ โดยปิดที่ระดับ 1,432.25 จุด เพิ่มขึ้น 0.80% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 13.74% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 29,966.63 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบัน นักลงทุนรายย่อย และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์หน้าบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ดัชนียังคงแกว่งตัวโดยมีโอกาสฟื้นตัวขึ้น โดยต้องจับตารายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญ อาทิ เครื่องชี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้บริโภค และความเชื่อมั่นผู้บริโภค ทั้งนี้จะมีแนวรับที่ 1,430 จุด และ 1,414 จุด แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,464 จุด และ 1,519 จุด
PACE ช้ำ
สัปดาห์ที่ผ่านมามีหลักทรัพย์ทยอยเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เริ่มจากรายแรกคือ หุ้นบริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น (PACE) ที่เข้าซื้อขายวันแรก ในวันที่ 7 ส.ค. เป็นหลักทรัพย์แห่งที่ 2 ที่เข้าจดทะเบียนซื้อขายจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ด้วยเกณฑ์มูลค่าหุ้นสามัญตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ โดยเปิดการซื้อขายราคาหุ้นลดลงทันทีอยู่ที่ 3.10 บาท จากราคาเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (ไอพีโอ) ที่ 3.50 บาท และราคาซื้อขายที่จุดต่ำสุดของวันที่ 2.70 บาท ลดลง 0.80 บาท หรือ 22.86% มูลค่าซื้อขาย 2,379.27 ล้านบาท โดยในวันดังกล่าวมีแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายในหลังผลประกอบการไตรมาส 1 ยังขาดทุน 51.91 ล้านบาท อีกทั้งวันเข้าซื้อขายยังมีประเด็นการเมืองที่มีการประชุมสภามีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และตลาดหุ้นทั่วโลกที่ลดลงแรง
SPWPF เท่าจอง
วันที่ 8 ส.ค. กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์โรงแรมศรีพันวา (SPWPF) เข้าซื้อขายวันแรก โดยราคาเปิดที่ 10 บาท เท่ากับราคาไอพีโอ และปิดการซื้อขายที่ราคาเดียวกัน โดยระหว่างวันราคาขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 10.10 บาท และทำจุดต่ำสุดที่ 9.25 บาท มูลค่าซื้อขาย 15.31 ล้านบาท แม้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังคลายความกังวลจากสถานการณ์การเมืองในประเทศเป็นปัจจัยหนุนในระยะสั้น
AUCT ทะยาน 44%
วันที่ 9 ส.ค. หุ้นบริษัท สหการประมูล (AUCT) เข้าซื้อขายวันแรก เปิดการซื้อขายราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ราคา 3.92 บาท จากราคาไอพีโอที่ 2 บาท ระหว่างวันราคาขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 3.96 บาท และทำจุดต่ำสุดที่ 2.66 บาท โดยปิดการซื้อขายที่ราคา 2.88 บาท เพิ่มขึ้น 0.88 บาท หรือ 44% มูลค่าซื้อขาย 1,548.514 ล้านบาท เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุน ประกอบด้วย เป็นหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี รายได้เฉลี่ยย้อนหลังเติบโตเฉลี่ย 30% ต่อปี ส่วนปีนี้ตั้งเป้าการเติบโตของกำไรไว้ที่ 10% จากปีก่อนที่ทำได้ 34 ล้านบาท ขณะที่รายได้ปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 1520% จากปีก่อนที่ทำได้ 352 ล้านบาท และยังมีกลยุทธ์ขยายฐานลูกค้าผู้ใช้รถยนต์เพิ่ม ยังได้ร่วมมือกับสถาบันการเงินเพื่อเปิดบริการใหม่เพื่อสนับสนุนทางการเงินสำหรับลูกค้ารายย่อยผู้ใช้รถยนต์จริงสามารถมีแหล่งเงินเพื่อใช้เข้าประมูลรถยนต์ได้ โดยคาดว่าจะเปิดตัวในอีก 60 วันข้างหน้า เพื่อต้องการขยายสัดส่วนกลุ่มลูกค้าที่เป็นรายย่อยเพิ่มขึ้นเป็น 30% ภายในปีหน้า จากเดิมที่ 10% ส่วนที่เหลือเป็นผู้ประกอบการเต็นท์รถยนต์มือสอง อีกทั้งมีการระดมที่เป็นขนาดกลางจึงมีความต้องการซื้อจากนักลงทุนรายย่อยเข้ามาเกินจำนวนหุ้นที่เปิดจองจริง และเข้าซื้อขายในช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสม เพราะสถานการณ์การเมืองในประเทศได้คลายความกังวลลง
CPF กำไร 6 เดือนดิ่ง 83.51%
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ประกาศกำไรสุทธิ 6 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 2,662.13 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 83.51% ขณะที่ไตรมาส 2 มีกำไรสุทธิ 1,635.80 ล้านบาท ลดลง 59.46% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากแนวโน้มภาวะราคาเนื้อสัตว์ที่ปรับลดลงและปัญหาโรคตายด่วนในกุ้ง (อีเอ็มเอส)
อย่างไรก็ดี บริษัทเชื่อว่าแนวโน้มกำไรสุทธิครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก เป็นผลมาจากราคาเนื้อสัตว์ปรับตัวขึ้น หลังราคาผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ขณะที่ราคาวัตถุดิบลดลง พร้อมทั้งปรับลดงบลงทุน 5 ปี จาก 7.5 หมื่นล้านบาท เหลือ 5 หมื่นล้านบาท หรือลงทุนเฉลี่ยปีละ 1 หมื่นล้านบาท โดยชะลอการลงทุนที่มีขนาดใหญ่ เพื่อสร้างผลกำไรให้มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นตลอด 5 ปีข้างหน้า โดยมีกลยุทธ์หลักในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์เดิม รวมถึงการขยายธุรกิจ โดยการเข้าซื้อกิจการธุรกิจที่เกี่ยวกับอาหาร ทั้งในและต่างประเทศเพิ่มเติม จากเดิมที่บริษัทมีฐาผลิตใน 12 ประเทศ ซึ่งภายในสิ้นปีนี้จะได้ข้อสรุปในการเข้าซื้อกิจการเกี่ยวกับอาหารในประเทศแถบยุโรป มูลค่าไม่สูงมากนัก ทั้งนี้ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตราหุ้นละ 0.25 บาท กำหนดวันขึ้นเครื่องมาย XD เพื่อสิทธิในการรับเงินปันผล วันที่ 21 ส.ค. และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 6 ก.ย.







