
เร่งเบิกงบกระตุ้นเศรษฐกิจ2เดือนท้าย
นายกฯมอบสำนักงบฯ-สภาพัฒน์ดูโครงการเบิกจ่าย 2 เดือนสุดท้ายของปีงบ56 หวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
นายกฯมอบสำนักงบฯ-สภาพัฒน์ดูโครงการเบิกจ่าย 2 เดือนสุดท้ายของปีงบ56 หวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากการประชุม หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา ในเรื่องกรอบยุทธศาสตร์ประเทศ และสรุปแผนการดำเนินงานของคณะทำงาน 8 คณะ ซึ่งมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุม นายกรัฐมนตรีกำชับหัวหน้าส่วนราชการจะสามารถบูรณาการยุทธศาสตร์ประเทศ เข้ากับการบริหารงานของแต่ละกระทรวง
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า อยากเห็นการนำยุทธศาสตร์กระทรวงพัฒนาร่วมกับยุทธศาสตร์ประเทศ และนำไปปรับใช้การพัฒนาในแต่ละจังหวัด งานประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่าครั้งนี้เป็นครั้งที่ 7/2556 มีกระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพ โดยนายกรัฐมนตรี ย้ำยุทธศาสตร์ประเทศคือหลุดพ้นจากประเทศรายได้ปานกลาง ลดวามเหลื่อมล้ำ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปรับสมดุลและพัฒนาระบบราชการ
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลังเสนอ 10 โครงการ Flagship เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศ ได้แก่
1. การอำนวยความสะดวกการค้าเพื่อรองรับสู่ประชาคมอาเซียน ด้วยการพัฒนาด่านศุลกากร ช่วยเหลือเพื่อนบ้าน พัฒนากฎเกณฑ์และระบบศุลกากร
2. การบริหารสินทรัพย์ราชการให้เกิดประโยชน์ เช่น เปิดเช่าที่ราชพัสดุ ตั้งกองทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ตั้งพิพิธภัณฑ์ดูแลทรัพย์สินแผ่นดิน
3. การบริหารการคลังท้องถิ่น ปรับปรุงราคาประเมินที่ดิน 30 ล้านแปลง และทำ GPP&Management chart เพื่อบริหารเศรษฐกิจรายจังหวัด
4. การบริหารรายจ่ายเพื่อความยั่งยืนทางการคลัง ปรับสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการให้มีประสิทธิภาพ การออมเพื่อชราภาพ ภาระคลังจากเกษียณ
5. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเทศ บริหารเงินกู้น้ำ โครงสร้างพื้นฐาน ปรับกฎหมายเอกชน ร่วมลงทุนในกิจการ รัฐ PPP ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุน
6. การปฏิรูปและเพิ่มทุนสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจมีบทบาท ลดช่องว่างทางการเงิน ของประชาชนอย่างยั่งยืน
7. นโยบายการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม ปรับปรุงภาษีสรรพสามิต ออกมาตรการส่งเสริมอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ทำหลักเกณฑ์จัดซื้อที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
8. การปฏิรูประบบภาษีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน พัฒนาตลาดทุนเป็นทางเลือกการระดมทุน ปรับมาตรการส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศ
9. การส่งเสริมความโปร่งใสและป้องกันการทุจริตในภาครัฐ เปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง ปรับปรุงเกณฑ์ การเปิดเผยราคากลาง
10. เพิ่มประสิทธิภาพให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เพื่อทำให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น
ทั้งนี้ ในที่ประชุมนายกรัฐมนตรีเสนอให้กระทรวงการคลัง บริหารความเสี่ยงในการอุดรอยรั่ว การจัดเก็บรายได้ของประเทศทั้งหมด ซึ่งนายกรัฐมนตรีอยากเห็นการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับระบบราชการ เพื่อลดขั้นตอนการ บริหารงาน
นายกรัฐมนตรี เสนอว่า เมื่อมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการบริหารในแต่ละกระทรวงแล้ว จะต้องมาพิจารณา ต่อว่าอะไรจะเป็น Growth Driver ของแต่ละกระทรวง ตลอดจนการปรับระบบราชการมีทั้งการทำในระดับแนวตั้ง และแนวนอน แต่ละกระทรวงมีบทบาทต่างกัน แต่ต้องทำงานประสานกันและปรับใช้ได้จริง เมื่อมีการปรับกฎเกณฑ์ การค้าชายแดน ซึ่งถือว่าเป็นแนวนอน การนำไปปฏิบัติซึ่งเป็นแนวตั้งจะต้องเกิดเป็น National Single Window
นายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า อยากเห็นการบริหารการจัดเก็บรายได้ในแต่ละจังหวัดสอดคล้องกับยุทธศาสตร์จังหวัด และต้องหาทางเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ หลายรัฐวิสาหกิจเป็นหนี้กระทรวงการคลัง การมองอย่าดูเฉพาะหนี้ ต้องแยกส่วนที่ดำเนินงานออกจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ จะเห็นภาพที่แท้จริง
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ยังได้ฝากหน่วยงานต่าง ๆ ในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของประเทศ เช่น ประชาคมอาเซียน รถไฟความเร็วสูง
ในการประชุมหัวหน้าส่วนราชการครั้งนี้มีการหยิบยกมาตรการเสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจ 4 ด้านที่กระทรวงคลัง เสนอให้ ครม.อนุมัติไป มาทำความเข้าใจกับปลัดกระทรวง ภายในที่ประชุมปลัดกระทรวงมีความเป็นห่วงเรื่อง การส่งออกว่าอาจจะชะลอตัว แต่ทางพาณิชย์บอกว่าแม้ 5 เดือนแรกส่งออกโต 1.5% แต่สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ติดลบ
ภายในที่ประชุมนายกรัฐมนตรีสั่งการให้แต่ละกระทรวงสรุปว่าการส่งออกของไทยมีประสิทธิภาพอย่างไรเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน อุตสาหกรรมไหนยังไปได้ และอุตสาหกรรมไหนต้องช่วย และให้ความสำคัญกับการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อทำให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบและกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง
นายกรัฐมนตรี กล่าวในที่ประชุมเพิ่มเติมว่า จะทำงานร่วมกับสำนักงบประมาณ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาพัฒน์ เพื่อดูการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2556 ในช่วงที่เหลือสองเดือนสุดท้าย รวมถึงเร่งหาโครงการที่เหมาะสมเพื่อใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี บอกในที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการว่า จะให้ทุกกระทรวง นำโครงการที่ยังไม่ได้ทำก่อนหมดปีงบประมาณมาสรุปกันว่าจะเร่งทำอะไรได้บ้าง เพื่อที่จะได้เร่งดำเนินโครงการ ภายในไตรมาสสุดท้ายของปีและทำให้ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยทั้งปีขึ้น
น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง แนะนำว่างบท้องถิ่นที่อยู่ในจังหวัดต่างๆ ที่ค้างอยู่จำนวน มาก จะต้องเข้าไปดู เพราะคาดว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นได้มาก







